หลากความเห็น…โครงสร้าง ‘อาชีวะภูมิภาค’ ใคร..กันแน่?? ได้ประโยชน์

1.04.20 | 10:48 น.

การปรับ โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ถือเป็นหนึ่งงานหนักที่ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ที่เดินหน้าสั่งการให้ปฏิบัติทันที โดยตั้ง นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ.นั่งหัวโต๊ะ เป็นประธานคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการบริหารของหน่วยงานภายใน ศธ.

โดยเฉพาะความซ้ำซ้อนกันระหว่าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ที่ดูเหมือนจะคลี่คลายไปได้ด้วยดี เพราะคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.มีมติให้ ศธจ.ดูภาพรวมการจัดการศึกษาทั้งจังหวัด และต้องดูภาพรวมการศึกษาในทุกสังกัด ส่วนอำนาจในการดูแลบุคลากร ทั้งการแต่งตั้ง โยกย้าย และการลงโทษทางวินัย ให้เป็นหน้าที่ของเขตพื้นที่ฯ ต้นสังกัด

โดยการแต่งตั้ง และโยกย้ายข้าราชการ จะมีคณะกรรมการระดับจังหวัดดูแล ซึ่งจะมีผู้อำนวยการ สพท.เป็นตัวแทนด้วย ไม่ได้มอบอำนาจให้ สพท.แต่ละเขตดูแลเหมือนเดิมอีกต่อไป เพื่อสกัดปัญหาการเกิดทุจริตเรียกรับเงิน!!!

ในส่วนของ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเช่นกัน โดยเสนอขอจัดตั้ง “อาชีวะในระดับภูมิภาค” ขึ้น เพื่อทำหน้าที่คล้ายกับ สพท.ที่จะประสานงานระหว่างส่วนกลาง

นายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ให้เหตุผลในการเสนอขอจัดตั้งอาชีวะในระดับภูมิภาคว่า เพราะในอนาคต การเรียนอาชีวะจะมีผู้เรียนมากขึ้น เนื่องจากมีปริมาณงานรองรับมากขึ้น หากจะให้ “วิทยาลัย” ในสังกัดที่มีกว่า 400 แห่ง รอการสั่งการจากส่วนกลาง อาจจะทำให้งานไม่มีประสิทธิภาพมากพอ จึงมีแนวคิดว่าควรมีหน่วยงานในระดับภูมิภาคขึ้นมาช่วยเหลือดูแล

Advertisement

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มหน่วยงานขึ้นมาใหม่นั้น คำถามที่ตามมาคือ จะต้องเพิ่มบุคลากรหรือไม่ ในประเด็นนี้ นายณรงค์ ให้คำตอบว่า อาจจะต้องใช้วิธีการเกลี่ยบุคลากร เพราะถ้าเพิ่มจำนวนราชการนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องมีการหารืออย่างละเอียด

ทั้งนี้ นายณรงค์เน้นย้ำว่า การจัดตั้งอาชีวะในระดับภูมิภาคนั้น เป็นเพียงแนวคิด จะต้องศึกษาดูรายละเอียดอย่างรอบคอบ เพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.พิจารณาอีกครั้ง

แม้การจัดตั้งอาชีวะในระดับภูมิภาค จะยังเป็นเพียงแนวคิดหนึ่งเท่านั้น คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า อำนาจ หน้าที่ รูปแบบการทำงาน และจำนวนบุคลากรของหน่วยงานนี้จะเป็นอย่างไร

ที่สำคัญ “ใคร” กันแน่ ที่ได้ประโยชน์จากการจั้ดตั้งหน่วยงานดังกล่าว???

ด้าน นายอดิศร สินประสงค์ นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สวทอ.) ได้แสดงความคิดเห็น โดยระบุว่า เห็นด้วยที่จะมีการจัดตั้งหน่วยงานในระดับภูมิภาคขึ้นมา

เนื่องจากปัจจุบัน สอศ.จะมี อาชีวศึกษาจังหวัด (อศจ.) ประจำจังหวัดต่างๆ แต่ยังทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะประธาน อศจ.มาจากผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาในจังหวัดนั้นๆ ซึ่งต้องทำงานหนัก เพราะนอกจากจะบริหารวิทยาลัยของตนแล้ว ต้องดูแลวิทยาลัยในภาพรวมของจังหวัดด้วย ถ้าหน่วยงานที่ดูแลในระดับภาค เชื่อว่าผู้อำนวยการจะมีเวลาพัฒนาบริหารวิทยาลัยของตนเองดียิ่งขึ้น

“แต่ถ้า สอศ.สามารถพัฒนาวิทยาลัยในสังกัดให้เข้มแข็ง โดยการกระจายอำนาจในการบริหาร และอัตรากำลัง ก็น่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้วิทยาลัยในพื้นที่มีความเข้มแข็ง โดยที่ไม่จำเป็นต้องจัดตั้งอาชีวศึกษาระดับภูมิภาคขึ้นมา” นายอดิศร กล่าว

ฟากฝั่งนักวิชาการ อย่าง ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งอาชีวะในระดับภูมิภาค เพราะอาชีวะจะคล้ายกับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ไม่ใช่โรงเรียนที่จะต้องมีสายบังคับบัญชาหลายขั้นตอน และที่ผ่านมาไม่เคยเห็นงานวิจัย หรือข่าว ที่ระบุถึงความจำเป็นว่าจะต้องมีหน่วยงานในระดับภูมิภาคขึ้นมา

“ต้องถามว่าทำไมถึงตั้งอาชีวะในระดับภูมิภาคขึ้นมา อะไรเป็นหลักคิดที่รองรับ เพราะที่ผ่านมาเราเคยเรียนรู้จากการตั้งศึกษาธิการภาค (ศธภ.) หรือยัง ว่าตั้งมาแล้วเกิดประโยชน์กับผู้เรียนอย่างไร ทั้งที่ควรจะทำให้หน่วยงานเล็กลง เพื่อให้มีประสิทธิภาพ และนำนโยบายลงสู่สถานศึกษามากกว่า เพราะที่ผ่านมา ศธ.มีหน่วยงานระดับภูมิภาคจำนวนมาก เช่น ศธภ., ผู้ตรวจราชการ ศธ.เป็นต้น ซึ่งมองว่าลักษณะงานต่างๆ เหล่านี้ สามารถจัดการให้อยู่ในหน่วยเดียวกันได้ เพราะถืออยู่ในระดับนโยบายทั้งหมด เช่นเดียวกับ สอศ.ทำไมถึงไม่สามารถดำเนินการให้นโยบายของอาชีวะลงไปอยู่ในสถานศึกษาโดยตรง ทำไมต้องส่งต่อนโยบายจากส่วนกลางลงไปยังระดับภูมิภาค ก่อนส่งต่อไปยังสถานศึกษาอีกครั้ง” ศ.ดร.สมพงษ์ ระบุ

นอกจากนี้ ศ.ดร.สมพงษ์ มองว่า นอกจากเลขาธิการ กอศ.แล้ว ยังมีรองเลขาธิการ กอศ.อยู่ ที่สามารถดูแลวิทยาลัยในสังกัดได้ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้รองเลขาธิการ กอศ.ช่วยดูแล เพราะหากการตั้งหน่วยงานในระดับภูมิภาคขึ้นมา ควรศึกษา และพิจารณาอย่างรอบคอบมากกว่านี้ เชื่อว่าวิทยาลัยในสังกัด สอศ.มีอิสระ และสามารถตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง การรับนโยบายจากส่วนกลางมาปฏิบัตินั้น ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวนโยบาย ที่ไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย ดังนั้น การพัฒนาควรคำนึงถึงความเป็นอิสระ การกระจายอำนาจ และการสนับสนุนส่งเสริมสถานศึกษามากกว่าที่จะจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา

ถือเป็นคำถามที่ สอศ.ผู้เป็นหน่วยงานหลักในการเสนอจัดตั้ง “อาชีวะในระดับภูมิภาค” จะต้องเป็น “ตอบ” คำถามเหล่านี้ พร้อมเสนอประโยชน์ของการตั้งหน่วยงานว่า “ผู้เรียน” นั้นจะได้ประโยชน์อย่างไร???

อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาของอาชีวศึกษายังไม่หมดเพียงเท่านี้ จากการเสนอข่าวที่ผ่านมา จะพบว่า สอศ.ประสบปัญหากรณีที่วิทยาลัยอาชีวะเอกชนแอบเปิด “ศูนย์การเรียนนอกที่ตั้ง” โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้นักศึกษาได้รับความเดือดร้อน เช่น วิทยาลัยเทคโนโลยีชัยนาท เป็นต้น จนทำให้นายณรงค์ต้องรีบออกมาแก้ไขปัญหา พร้อมเยียวยานักศึกษาเหล่านี้ โดยระบุว่า วิทยาลัยที่แอบเปิดศูนย์การเรียนนอกสถานที่ตั้ง ส่วนใหญ่เป็นวิทยาลัยเอกชน ซึ่งตามกฎหมายไม่สามารถเปิดศูนย์การเรียนนอกสถานที่ตั้งได้ หากพบที่ใดดำเนินการ ถือว่าผิดกฎหมายทันที!!!!

นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนอาชีวะเอกชน ออกมาเรียกร้องอยู่เป็นระยะๆ ว่า หลังจากที่อาชีวะเอกชนย้ายจากสังกัดเดิมอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มาอยู่ในสังกัด สอศ.กลับพบปัญหามากมาย เช่น เงินเดือนครูเอกชนที่ไม่ได้ขึ้นมา 5 ปีแล้ว หรือความเท่าเทียมด้านวิชาการ ที่ยังเหลื่อมล้ำกับสถานศึกษารัฐ เป็นต้น

จับตาดูว่า สอศ.ภายใต้การนำของ นายณรงค์ แผ้วพลสง จะจัดการสารพัดปัญหา เพื่อนำพาสถานศึกษาอาชีวะรัฐ และเอกชน ฝ่าวิกฤตต่างๆ รวมถึง สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ได้อย่างไร???