หมายเหตุ – เป็นความเห็นของนักวิชาการด้านการศึกษา กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ออกคำสั่งที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา
๐นายภาวิช ทองโรจน์๐
อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
“เห็นด้วยที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ขอใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ออกคำสั่งนี้ เพื่อแก้ปัญหามหาวิทายาลัยต่างๆ ซึ่งบางแห่งมีเรื่องราวยืดเยื้อมานานไม่ต่ำกว่า 4-5 ปี แต่ก็เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่จะทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเฉพาะสถาบัน ดังนั้น แนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมในอนาคต จะต้องเร่งออก พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. … ซึ่งยกร่างไว้นานมากแล้ว และหลายข้อที่กำหนดไว้ในคำสั่งดังกล่าว มีข้อความลักษณะเดียวกับที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ที่ให้อำนาจคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เข้าไปกำกับดูแลมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องธรรมาภิบาลของนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภา อธิการบดี หรือมหาวิทยาลัยที่แสวงหาประโยชน์จากการจัดการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ เป็นต้น ส่วนมหาวิทยาลัยที่กังวลว่า หากออก พ.ร.บ.การอุดมศึกษาออกมา จะถูกเข้าไปแทรกแซงการทำงานนั้น จะต้องเข้าใจ เพราะหากบริหารงานอย่ามีธรรมาภิบาล จะไม่มีใครเข้าไปแทรกแซงได้
การที่หัวหน้า คสช.ออกคำสั่งนี้ออกมา ถือเป็นแนวทางที่ดีในการแก้ปัญหาธรรมาภิบาลของมหาวิทยาลัยที่ยืดเยื้อมานาน แต่อีกนัยหนึ่งก็ฟ้องให้เห็นว่าระบบที่มีอยู่ปัจจุบัน ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ หรือบางแห่ง สภามหาวิทยาลัยกลับทำตัวเป็นปัญหาเองก็มี ส่วนตัวผมเชื่อว่าบุคลากรของมหาวิทยาลัยที่ถูกคำสั่งนี้บังคับใช้ จะพอใจ เพราะที่ผ่านมาทุกคนคงรู้สึกอึดอัดที่ไม่สามารถทำอะไรได้ แต่คนที่จะมีปัญหาจริงๆ ก็คือตัวนายกสภา กรรมการสภา และอธิการบดี ที่จะต้องพ้นจากตำแหน่ง ที่สำคัญ จะทำให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งที่มีปัญหาลักษณะเดียวกัน แต่ยังไม่มีรายชื่ออกมา เกิดการปรับตัว เพราะแม้จะไม่ได้มีรายชื่ออยู่ในคำสั่งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีปัญหา ซึ่งผมเชื่อว่ามีอีกหลายแห่งมาก”
๐นายสมพงษ์ จิตระดับ๐
อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“ส่วนตัวเห็นว่าคำสั่งนี้จะสามารถแก้ปัญหาธรรมาภิบาลของมหาวิทยาลัยได้ระดับหนึ่ง เป็นเพียงการหยุดเลือดชั่วคราว แต่เชื่อว่าจะยังไม่สามารถแก้ปัญหาธรรมาภิบาลให้หมดไปได้ สำหรับมหาวิทยาลัย 2 แห่งที่ถูกคำสั่งนี้บังคับใช้ ก็ถือว่ามีความยุ่งเหยิงจริงๆ แต่ยังมีอีกหลายแห่งที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน ดังนั้น จากนี้ต้องดูที่ความจริงจังในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลว่า จะดำเนินการให้ต่อเนื่องได้อย่างไร ขณะที่ในส่วนของ กกอ.และ สกอ.เอง จะต้องปรับตัว วางนโยบายให้ชัดเจน รวมถึง สื่อสารทำความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารงานที่มีธรรมาภิบาลว่าควรเป็นอย่างไร เพราะทีผ่านมา กกอ.และ สกอ.เองถือว่าบกพร่องในเรื่องเหล่านี้ จนทำให้มหาวิทยาลัยดำเนินการต่างๆ โดยไม่เห็นความสำคัญของ สกอ.เพราะคิดว่ากระจายอำนาจให้จนไม่เหลือดาบที่จะไปกำกับดูแล สุดท้ายหากจะให้การแก้ปัญหาธรรมาภิบาลมีความยั่งยืน จะต้องเร่งออก พ.ร.บ.การอุดมศึกษา เพื่อให้ กกอ.และ สกอ.มีอำนาจเข้าไปกำกับดูแลมหาวิทยาลัยได้อย่างแท้จริง
ถ้ารู้ข้อมูลลึกๆ แล้ว อุดมศึกษามีปัญหามากกว่านี้ การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ก็ไม่สามารถเข้าไปจัดการได้หมด ทางแก้คือต้องปฏิรูปอุดมศึกษา และต้องมี พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ที่เป็นหลักการ ซึ่งจับต้องได้ เข้าไปแก้ปัญหา มีการกำกับดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ให้อิสระมหาวิทยาลัย จนมากเกินไปเช่นทุกวันนี้”
๐นายกฤณพงศ์ กีรติกร๐
อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.
“การแก้ปัญหามหาวิทยาลัยที่มีปัญหา เป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ การใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาก็เป็นแนวทางหนึ่ง แต่จากนี้จะต้องปฏิรูปวัฒนธรรม และวิธีคิดของคนในมหาวิทยาลัย ที่จากนี้ต้องเปลี่ยน จากที่เคยนึกถึงตัวเอง และคิดถึงแต่หลักสูตรของตัวเอง ต้องปรับมาคิดถึงว่า ประเทศชาติจะได้อะไร การศึกษาจะได้อะไร เป็นการปฏิรูปจากข้างใน ซึ่งจะเกิดผลดีในระยะยาว มากกว่าการใช้แรงกดดันจากภายนอก ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ จากนั้นค่อยมาเป็นเรื่องของการปฏิรูปวิธีการ และกระบวนการปฏิบัติต่างๆ ซึ่งผมเคยเสนอให้ปฏิรูป กกอ.เนื่องจากเป็นองค์กรสำคัญ ซึ่งเป็นที่ยอมรับ และได้รับความยำเกรง โดยเคยเสนอให้ กกอ.มีประธาน กกอ.และกรรมการ ที่ทำงานเต็มเวลา ส่วนกรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มาจากภาคเอกชน และหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นไปตามรูปแบบปกติ เพื่อให้มีคนนั่งหัวโต๊ะในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ทันที สิ่งจำเป็นที่จะต้องเร่งผลัดดันให้ พ.ร.บ.การอุดมศึกษา หรือไม่นั้น ผมคิดว่ามาตรา 44 ก็ถือเป็นกฎหมาย ซึ่งออกโดยนายกรัฐมนตรี หรือฝ่ายบริหารประเทศ มีผลบังคับใช้เช่นเดียวกับการออกกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ อีกทั้ง ในคำสั่ง คสช.ก็มีสาระสำคัญเช่นเดียวกับร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษาที่เสนอไป”
๐นายสุมิตร สุวรรณ๐
รองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
“ผมเห็นด้วยที่รัฐบาลใช้อำนาจมาตรา 44 เข้าไปดูแลมหาวิทยาลัยที่มีปัญหา ซึ่งมหาวิทยาลัยที่ดี และไม่มีปัญหา คงไม่สะเทือน เพราะไม่ได้รับผลกระทบแน่นอน จากนี้ต้องดูต่อไปว่ามหาวิทยาลัยที่เข้าข่ายว่ามีปัญหาตามที่คำสั่ง คสช.ระบุไว้ อาทิ มีการจัดการศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐาน รับนักศึกษาเกินกว่า ที่แจ้งให้ สกอ.รับทราบ สภา อธิการบดี บริหารงานขาดธรรมาภิบาล รวมถึง มีกระบวนการสรรหาสภา และอธิการบดี ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งชาวอุดมศึกษาก็รู้กันดีอยู่แล้วว่ามีที่ไหนเข้าข่ายบ้าง ผมเชื่อว่าจากนี้ปัญหาต่างๆ จะเบาลง และเป็นไปในทิศทางที่ดีมากขึ้น ส่วนแนวทางที่ยั่งยืนนั้น เห็นว่าต้องเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา เพื่อให้มีกฎหมายกลางเข้ามากำกับดูแลมหาวิทยาลัยในภาพรวม โดยไม่อยากให้มหาวิทยาลัยมองว่า หากมีกฎหมายกลางเข้ามากำกับดูแลแล้วจะถูกเข้าไปแทรกแซง แต่เป็นการกำหนดแนวทาง และมาตรฐานการทำงาน ให้เป็นไปในทิศทางที่ดี ซึ่งหากมหาวิทยาลัย บริหารงานไม่มีปัญหาก็ไม่มีอะไรต้องกังวล”

