ปลัด ศธ.จวก ‘อัจฉรา’ ตั้งตัวเองนั่งเก้าอี้ ผอ.ศูนย์ทรัพย์สินไม่เหมาะ ขู่ผ่องถ่ายเงินทำมหา’ลัยเสียหาย ต้องรับผิดชอบ

18.07.16 | 13:21 น.

ความคืบหน้ากรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง คสช. ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา บังคับใช้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สุรินทร์ และมรภ.ชัยภูมิ เป็นล็อตแรก ต่อมา พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ออกคำสั่งให้ผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภา กรรมการสภา อธิการบดีหรือรักษาการอธิการบดี และรองอธิการบดีในปัจจุบัน ทั้ง 2 มหาวิทยาลัย พ้นจากตำแหน่ง และได้แต่งตั้งคณะบุคคลเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนทั้ง 2 แห่ง พร้อมทั้งให้โอนบัญชีและทรัพย์สินให้อธิการบดีคนใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 3 วันหลังคำสั่งมีผลบังคับใช้ แต่ปรากฏว่านางอัจฉรา ภาณุรัตน์ อดีตรักษาการอธิการบดี มรภ.สุรินทร์ ออกคำสั่งแต่งตั้งตนเองและพวกเป็นผู้บริหารด้านต่างๆ ดังนี้ ผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์มาตรฐานการศึกษา หัวหน้าฝ่ายพัฒนาองค์กร ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งวิทยาเขตบนพื้นที่นอกมหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และที่ปรึกษาส่วนกายภาพและสิ่งแวดล้อม และแต่งตั้งตัวเองเป็นผู้อำนวยการศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญา โดยนางอัจฉรา ออกคำสั่งในวันที่ 14 กรกฎาคม หลังนายกฯ มีคำสั่ง คสช.ที่ 39/2559 แก้ไขปัญหาธรรมาภิบาล 2 มหาวิทยาลัยดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมนั้น

นพ.กำจร  ตติยกวี ปลัด ศธ. กล่าวว่า  หากคำสั่งแต่งตั้งคณะบุคคลเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนสภามรภ.สุรินทร์ที่มีนายถนอม อินทรกำเนิด เป็นประธานกรรมการสภามรภ.สุรินทร์ มีผลบังคับใช้วันที่ 21 กรกฎาคม ทางสภามรภ.สุรินทร์ชุดใหม่ ก็จะต้องเข้าไปตรวจสอบว่าเอกสารที่มีลายเซ็นนางอัจฉรา แต่งตั้งตนเองและพวก เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมาดังกล่าว เป็นของจริงหรือไม่ ซึ่งโดยหลักการการแต่งตั้งบุคคลไปดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามข้อบังคับและมีการสรรหาอย่างถูกต้องตามระเบียบ เพราะจะมีเรื่องค่าตอบแทน เบี้ยประชุมเข้ามาเกี่ยวข้อง และโดยทั่วไปผู้ที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดีจะไม่มีการแต่งตั้งตัวเองไปดำรงตำแหน่งอื่นอีก ซึ่งหากการแต่ตั้งครั้งนี้ มีระเบียบข้อบังคับกำกับไว้จริง ทางสภามรภ.สุรินทร์ชุดใหม่ ก็ต้องพิจารณาว่าควรจะดำเนินการอย่างไร แต่หากไม่มีข้อบังคับใดรองรับ ถือว่าเป็นการอุปโลกตัวเองขึ้นมา เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง สภามรภ.สุรินทร์ ก็ต้องลงไปแก้ไข

นพ.กำจร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ คำสั่งแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสภา อธิการบดu และให้นายกสภา กรรมการสภา อธิการบดีหรือรักษาการอธิการบดีและรองอธิการบดีคนปัจจุบันทั้งมรภ.สุรินทร์ และมรภ.ชัยภูมิ พ้นจากตำแหน่ง มีผลวันที่ 21 กรกรฎาคม ดังนั้นระหว่างนี้ผู้บริหารชุดปัจจุบันควรจะเตรียมดำเนินการเรื่องการส่งมอบทรัพย์สินให้กับอธิการบดีคนใหม่ของทั้ง 2 แห่ง ซึ่งในคำสั่งกำหนดให้ส่งคืนภายใน 3 วัน หรือภายในวันที่ 25 กรกฎาคม และในระยะเปลี่ยนผ่านไม่ควรเซ็นแต่งตั้งตำแหน่งใดเพิ่มเติม ยกเว้นเป็นตำแหน่งที่ได้รับการสรรหาตามระเบียบข้อบังคับมาแล้ว หรือเป็นตำแหน่งที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆ รวมถึงไม่ควรเข้าไปดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยโดยไม่จำเป็นด้วย เพราะหากสภาฯ ชุดใหม่เข้ามาตรวจสอบแล้วพบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้น ผู้บริหารที่กำลังจะพ้นตำแหน่งก็ต้องรับผิดชอบ ส่วนกรณีการตรวจสอบมหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตรไม่ได้มาตรฐานนั้น ขณะนี้ถือว่าอยู่ระหว่างให้โอกาสมหาวิทยาลัยที่เข้าข่าย ไปปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง หากยังพบว่ามีปัญหา กกอ.ก็จะเข้าไปตรวจสอบ และหากพบว่า มีการจัดการศึกษาไม่มีคุณภาพ ก็จะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการศธ. ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะบุคคลเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนผู้บริหารชุดปัจจุบัน ส่วนการเยียวยานักศึกษานั้น ก็ต้องดูเป็นรายกรณี หากมหาวิยทยาลัยยังสามารถจัดการเรียนการสอนได้ ก็ให้นักศึกษาเรียนต่อไปจนจบ แต่หากไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ต้องเยียวยาโดยหาที่เรียนให้ใหม่ รวมถึงช่วยเหลือเรื่องการเทียบโอนหน่วยกิตให้เรียบร้อย

นายสมพงษ์  จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การใช้มาตรา 44 เหมือนเป็นการใช้อำนาจจัดการกับมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาเป็นครั้งแรก แต่คิดว่าไม่นานปัญหานี้จะกลับมาอีก อุดมศึกษาอยู่ในช่วงวิกฤตอย่างรุนแรง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบอุดมศึกษา เพื่อให้อุดมศึกษาทำประโยชน์ให้ประเทศได้มากกว่านี้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องกระจายอำนาจไปทั้งหมด เหมือนอย่างทุกวันนี้ ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจแบบสุดสายป่าน ผิดหลักการ ที่ควรกระจายอำนาจเพียง 60% ที่เหลืออีก 40% ให้กกอ.หรือสกอ.เข้าไปดูแลมหาวิทายาลัยได้ เป็นการกระจายอำนาจบนความรับผิดชอบ ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยที่มีปัญหาธรรมาภิบาล ปัจจุบันมีมากกว่า 50-60% ของมหาวิทยาลัยทั้งหมด อุดมศึกษากลายเป็นอาณาจักรของคนกลุ่มหนึ่ง ผู้บริหารคนหนึ่ง เมื่อหมดวาระการดำรงตำแหน่ง ก็ไปเป็นผู้บริหารอีกที่หนึ่ง  ผลัดกันเป็น ส่วนกรรมการสภา นายกสภาบางคนก็ทำหน้าที่อยู่ถึง 6-7 แห่ง เหมือนเป็นเลือดเดียวกัน ซึ่งการเป็นเลือดเดียวกัน ทำให้อุดมศึกษาหยุดนิ่งไม่พัฒนา กลายเป็นแหล่งหาผลประโยชน์ ดังที่ปรากฏว่า มีอาจารย์ยิงกันตาย เพราะเรื่องการบริหารหลักสูตรมาแล้ว หลายมหาวิทยาลัยมองแต่เรื่องหารายได้ โดยขณะนี้หน่วยงานผู้รับบัณฑิตเข้าทำงานหลายองค์กร ถึงขั้นระบุว่าจะไม่รับบัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้เข้าทำงาน  ทั้งหมดนี้คือความฟอนเฟะของอุดมศึกษา กระทบถึงคุณภาพ และทำให้การศึกษาไทยอยู่กับที่