หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา เทศน์บอกบุญไร...

เทศน์บอกบุญไร้ผล!! ‘เจ้าคุณเทอด’ จี้ ‘พระธรรมทูต’ ปรับวิธีเผยแผ่ แนะดึงคนเข้าวัดผ่านโซเชียล

25.07.16 | 12:30 น.

พระวิจิตรธรรมาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เลขานุการสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศฯ เปิดเผยว่า กรณีที่สมัชชาเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้หารือเกี่ยวกับปัญหา และวางแนวทางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กับพระนักเผยแผ่ แต่พบปัญหาที่พบพระนักเผยแผ่ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเองนั้น เพราะขณะนี้ภูมิประเทศเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน วิธีการเผยแผ่ศาสนาก็ต้องเปลี่ยน หากพระสงฆ์ที่ทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นหลัก ประกอบด้วย พระนักเผยแผ่ พระธรรมทูตอาสา พระธรรมจาริก พระสอนศีลธรรม และพระวิทยากร ไม่เปลี่ยนแปลงวิธีการการเผยเเผ่พระพุทธศาสนา อาจไม่ได้ผล เนื่องจากพระสงฆ์ในสมัยก่อนเผยแผ่ศาสนาด้วยวิธีเทศน์สอนญาติโยมภายในวัด และบอกบุญญาติโยมโดยเครื่องกระจายเสียง ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ในวงแคบ และพระสงฆ์บางส่วนเดินทางจาริกเผยแผ่ศาสนาในพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญ ซึ่งยุคนี้วิธีดังกล่าวใช้ได้ผลน้อย เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มคนที่เข้าวัดเป็นกลุ่มคนวัยเกษียณ มีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับกลุ่มคนทำงาน และเยาวชน ดังนั้น การเผยแผ่ศาสนายุคใหม่ ต้องปรับเปลี่ยนวิธีตามยุคตามสมัย เช่น บอกบุญทางโซเชียล หรือถ่ายทอดสดกิจกรรมทางศาสนา ให้กลุ่มคนที่ไม่มีเวลาเข้าวัดได้ซึมซับประเพณี และจารีตในการทำบุญที่บรรพบุรุษได้สืบต่อกันมา ทั้งนี้ พระสงฆ์ต้องสร้างทัศนคติให้คนในสังคมเข้าใจด้วยว่า ทำไมพระสงฆ์ต้องเล่นโซเชียล
พระวิจิตรธรรมาภรณ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาอีกส่วนหนึ่ง มีพระนักวิชาการบางรูปเผยแผ่ศาสนาด้วยการขุดรากประเพณีการทำบุญของชาวบ้านออกไป เพราะมองว่าจะทำให้ประชาชนเข้าถึงแก่นพุทธได้ง่ายขึ้น แต่แท้จริงแล้ววิถีที่ทำให้ศาสนามั่นคงได้ ไม่ได้อยู่ที่แก่นอย่างเดียว แต่อยู่ที่รากฐาน และประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดดกันมาด้วย เพราะพระพุทธศาสนาเปรียบดังต้นไม้ใหญ่ ถ้ามีแต่แก่น ก็ไม่สามารถให้ความร่มเย็นได้ และถ้าไม่มีรากที่หยั่งลึก ยิ่งจะทำให้โค่นได้ง่าย จารีตประเพณีเปรียบดังกิ่งก้านใบที่คอยให้ความร่มเย็น ดังนั้น พระพุทธศาสนาจะเป็นพระพุทธศาสนาโดยแท้ ต้องมีครบทุกองค์ประกอบ

“สรุปการแก้ปัญหาเบื้องต้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดสัมมนาติวเข้มให้พระนักเผยแผ่ มีความรู้ในการเผยแผ่ศาสนาตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม พระนักเผยแผ่ต้องมีวิชชาจรณสัมปันโน คือต้องมีความรู้ความสามารถที่ลึกซึ้ง มีความประพฤติที่งดงาม จึงจะเข้าใจบทบาทของตนเองก่อนออกไปปฏิบัติหน้าที่” พระวิจิตรธรรมาภรณ์ กล่าว

นายบรรจบ บรรณรุจิ นักวิชาการด้านพุทธศาสนา กล่าวว่า หน้าที่หลักของพระสงฆ์คือการเผยแผ่ศาสนา ด้วยการสอน หรือการเทศน์ ซึ่งมีบทบาทคล้ายกับพระธรรมทูต แต่บทบาทตรงนี้เริ่มลดลง เมื่อพระสงฆ์มีตำแหน่งทางการปกครองก็มุ่งทำหน้าที่อื่นแทน เช่น มุ่งก่อสร้างเสนาสนะ หรือมุ่งมาต้อนรับคนที่มาทำบุญเป็นหลัก ซึ่งพระสังฆาธิการ ควรใช้อำนาจทางการปกครองให้เป็นประโยชน์ โดยนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาสอนพระสงฆ์และประชาชนในเขตพื้นที่การปกครอง หากทำได้จะดีมาก แต่ถ้าทำไม่ได้ ทั้ง 2 หน้าที่ ควรเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ในส่วนของพระธรรมทูตควรทำหน้าที่พระธรรมทูตโดยตรง โดยมีสำนักงานรองรับ มีการวางแผนปฏิบัติงาน เจาะกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และเลือกสรรคำสอนให้สอดคล้องกับท้องถิ่น นอกจากนี้พระธรรมทูตควรทำงานเป็นกลุ่มจะเห็นผลมากกว่าทำงานเชิงเดี่ยว

“แต่ปัญหาอยู่ที่ผู้มอบหมายงานให้พระธรรมทูต มีความเข้าใจบทบทหน้าที่ของพระธรรมทูตอย่างแท้จริงหรือไม่ ถ้ามีความเข้าใจควรกำหนดบทบาทให้ชัดเจนว่าพระธรรมทูตต้องทำอะไรบ้าง” นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนากล่าว