ถอดบทเรียน…จาก ‘ทหารอียิปต์ ถึงลูกอุปทูตซูดาน’ สะเทือน ‘นักเรียน-ระบบการศึกษา’ ??

21.07.20 | 14:11 น.

ถอดบทเรียน…จาก ‘ทหารอียิปต์ ถึงลูกอุปทูตซูดาน’ สะเทือน ‘นักเรียน-ระบบการศึกษา’ ??

โควิด-19 – โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 กลับมาสร้างความตื่นตระหนก และหวาดกลัวให้สังคมไทยอีกครั้ง หลังจาก “ทหารอียิปต์” เข้ามาพักใน จ.ระยอง ภายใต้ข้อตกลงพิเศษ แต่หนึ่งในกลุ่มทหารจากประเทศอียิปต์ที่เดินทางเข้ามาในไทย ตรวจพบว่ามีเชื้อโควิด-19 ในภายหลัง โดยในขณะที่พักอยู่ที่โรงแรมดีวารี ดีว่า เซ็นทรัล ระยอง ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง เพราะมีลูกเรือกลุ่มหนึ่ง ได้ออกไปเที่ยวที่ห้างแหลมทอง และศูนย์การค้าเซ็นทรัลระยอง

รวมถึง กรณี “ลูกสาวอุปฑูตซูดาน” ที่เข้าพักที่คอนโดมิเนียม วัน เอ็กซ์ ซอยสุขุมวิท 26 มีเชื้อโควิด-19 เช่นกัน ซึ่งคณะอุปฑูตซูดานได้ใช้สิทธิพิเศษทางด้านการทูต ทำให้ไม่ต้องกักตัวที่สถานกักกันที่รัฐกำหนดไว้

ส่งผลให้คนในสังคมไทยเกิดความแตกตื่น ว่าเชื้อโควิด-19 จะกลับมาระบาดรอบ 2 ในประเทศหรือไม่ ??

โดยเฉพาะพื้นที่ จ.ระยอง ที่ดูเหมือนสถานการณ์ต่างๆ จะดีขึ้น ผู้คนเริ่มทยอยมากินมาเที่ยว แต่เมื่อเจอเหตุการณ์ทหารอียิปต์ ทำให้สถานการณ์ทรุดลงไปแทบจะในทันที โดยนักท่องเที่ยวยกเลิกการจองที่พักถึง 90%

ทั้ง 2 เหตุการณ์นี้ ทำให้ประชาชนเกิดคำถามถึงรัฐบาล และศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ที่ขอให้ความร่วมมือโดยใส่หน้ากากอนามัย และต้องการ์ดไม่ตก แม้สถานการณ์โดยรวมในไทยจะดีขึ้น และไม่มีผู้ติดเชื้อมาเกือบ 2 เดือนแล้ว

Advertisement

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น กลับกลายเป็น “รัฐบาล” และ “ศบค.” การ์ดตกเองใช่หรือไม่??

เรื่องที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ ศบค.ต้องทำการสอบสวนโรคอย่างละเอียด พร้อมทั้งออกมา “แสดงความเสียใจ” และ “ขออภัย” ในทุกเรื่อง โดยรับว่าจะปรับปรุงในทุกๆ จุดที่หละหลวม

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า ศบค.ประกาศจะ “ยกเลิก” สิทธิพิเศษ หรือเงื่อนไขพิเศษ หรือที่เรียกกันทั่วๆ ไปว่า “วีไอพี”

พร้อมลงพื้นที่ให้กำลังใจชาว จ.ระยอง และ “ขอโทษ” ชาว จ.ระยอง โดยให้คำมั่นว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

อีกทั้ง ขอให้เชื่อมั่นในระบบสาธารณสุขไทย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น จะต้องแก้ไขให้ได้ หาต้นทาง กลางทาง ปลายทาง และจะไม่มีวีไอพีอีก ทุกคนต้องตรวจ และได้รับการปฏิบัติเหมือนกัน !!

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน จ.ระยอง และกรุงเทพฯ นั้น สร้างผลกระทบให้สังคม และเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะ “สถานศึกษา” ที่ไม่เพียงประกาศปิดใน จ.ระยอง และกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ลามไปถึงต่างจังหวัดอื่นๆ อีกหลายจังหวัด เนื่องจากพบนักเรียน และครอบครัวไปท่องเที่ยวที่ จ.ระยอง ทั้งโรงแรม และห้างเดียวกับทหารอียิปต์

เรียกได้ว่า สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมกับสถานศึกษา

จากข้อมูลที่ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ได้รายงานมายังกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พบว่า มีสถานศึกษาใน จ.ระยอง รวม 274 แห่ง ประกาศปิด 224 แห่ง ได้แก่ สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 11 แห่ง ปิด 11 แห่ง โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 223 แห่ง ปิด 183 แห่ง โรงเรียนเอกชนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จำนวน 32 แห่ง ปิด 29 แห่ง และสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) 8 แห่ง ปิด 1 แห่ง

ขณะที่ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวว่า เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้น ได้สะท้อนให้เห็นว่าการเตรียมความพร้อมตามที่ ศธ.ได้เตรียมมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเรียนทางระบบ “ออนแอร์” โดยผ่านโทรทัศน์ และระบบ “ออนไลน์” ได้ถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงหากเชื้อโควิด-19 กลับมาระบาดรอบ 2 อีกครั้ง

เพราะแม้จะมีการปิดสถานศึกษาต่างๆ แต่การเรียนการสอนยังคงเดินหน้าต่อ ด้วยการเรียนผ่านระบบออนแอร์ และออนไลน์ ตามที่โรงเรียนวางแผนไว้

แม้ ศธ.จะออกรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อรองรับการแพร่ระบาดระลอกใหม่ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระราชูปถัมภ์ (ดีแอลทีวี) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการใช้ช่องรายการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล จำนวน 17 ช่อง ให้กับผู้เรียนในทุกสังกัด รวมทั้ง การจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และการเรียน ON-SITE การเรียนในโรงเรียนพื้นที่ปลอดภัย ภายใต้เงื่อนไขของ ศบค.จังหวัด ซึ่งโรงเรียนจะมีอิสระในการออกแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ของตน

คำถามที่ตามมาคือ แม้จะมีรูปแบบการเรียนการสอนด้านต่างๆ มารองรับ แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นคล้ายๆ กับที่เกิดใน จ.ระยอง จะต้องปิดโรงเรียนที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 หรือไม่ นักเรียนจะได้รับการเรียนการสอนที่ต่อเนื่องหรือไม่ และจากสถานการณ์นี้ได้ให้บทเรียนอะไรกับประเทศบ้าง ??

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ จ.ระยอง เป็นความบกพร่องที่รัฐบาลการ์ดตก ซึ่งผลกระทบไปตกชาว จ.ระยอง ที่หนักที่สุดคือนักเรียน แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะลงพื้นที่ไปเยี่ยมชาวระยอง แต่ พล.อ.ประยุทธ์เข้าใจความรู้สึกของเด็กๆ หรือไม่ เมื่อเด็กเพิ่งเรียนไม่ถึงเดือน แต่โรงเรียนกลับถูกปิด

นักวิชาการจากรั้วจามจุรี บอกด้วยว่า ตนมองว่าสถานการณ์นี้ค่อนข้างความละเอียดอ่อนกับนักเรียน ซึ่งรัฐบาลต้องเยียวยาความรู้สึกนักเรียนด้วย เพราะผลสุดท้ายนักเรียนกลายเป็นเหยื่อที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการที่รัฐบาลการ์ดตก บทเรียนจาก จ.ระยอง นั้น คือโรงเรียนประกาศปิดเร็ว แม้จะเป็นเรื่องดี เพราะเป็นการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค แต่ขณะนี้ไทยกำลังมองในมิติของสาธารณสุขนำหน้าการศึกษาไปหลายช่วงตัว

“ตามที่ ศธ.วางรูปแบบการศึกษา ไม่ว่าจะแบบออนแอร์ ออนไลน์ หรือในชั้นเรียนนั้น เป็นรูปแบบที่ท็อปดาว์นมากเกินไป เมื่อเชื้อโควิด-19 ระบาดครั้งแรก ระบบการศึกษาแทบจะไม่มีอำนาจในการกำหนดรูปแบบการเรียนรู้ เนื่องจากถูกผลกระทบที่รุนแรงมาก ไม่ว่าจะเป็นการปิดเทอมนานขึ้น การเรียนสลับวันกัน และเมื่อถูกสั่งปิดโรงเรียนอีกครั้ง ทำให้เห็นว่าระบบการศึกษานั้น ไม่สอดคล้องกับการเรียนรู้ กลายเป็นระบบที่อ่อนไหว และถูกทำให้อยู่ภายใต้สถานการณ์นี้อย่างศิโรราบ หากปิดโรงเรียนแล้วนักเรียนจะรู้สึกอย่างไร เพราะไปโรงเรียนได้เพียง 1-2 อาทิตย์ และการปิดโรงเรียน เคยถาม หรือคำนึงถึงความรู้สึกของนักเรียนบ้างหรือไม่” นายสมพงษ์ กล่าว

กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน จ.ระยอง นั้น นายสมพงษ์มองว่าเป็นเพียงบทเรียนหนึ่ง หากมีการเปิดประเทศขึ้นมา ระบบการเรียนรู้ของนักเรียนอาจจะเจอสภาวะปิด-เปิดโรงเรียน เพราะไม่มีกระบวนการสอบถาม พูดคุย ปรึกษาหารือกับนักเรียนเลย เหตุการณ์ที่ จ.ระยอง สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาทำตามนโยบายรัฐทุกเรื่อง ตนคิดว่า แม้การปิดโรงเรียนจำเป็นต้องทำ แต่รัฐก็ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนน้อยเกินไป และหากมีเหตุการณ์เช่นนี้ จะปิดโรงเรียนอีก แล้วคุณภาพการศึกษาในปีนี้จะเป็นอย่างไร

ซึ่งนายสมพงษ์มองว่า ปีนี้คุณภาพการเรียนรู้จะกระท่อนกระแท่น เด็กอาจได้รับคุณภาพการศึกษาเพียง 70% เท่านั้น และเมื่อมีเหตุการณ์แบบ จ.ระยอง เกิดขึ้น และทำให้โรงเรียนปิดนานเกินไป จะยิ่งทำให้นักเรียนได้รับความรู้ถดถอยมากยิ่งขึ้น

“ผมมองว่าสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ควรเลื่อนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ออกไป เพราะระบบการเรียนรู้ในขณะนี้ ไม่ใช่ระบบที่เป็นปกติ ฉะนั้น การสอบที่เป็นข้อสอบมาตรฐาน ไม่ควรจะใช้อย่างยิ่งในปีนี้ เพราะจะยิ่งทำให้เด็กอยู่ในสภาวะที่เครียดหนักขึ้น แม้คะแนนโอเน็ตจะเป็นหนึ่งในการใช้สอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ผมมองหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมานั่งคุยกัน ว่าจะนำการวัด และประเมินผลอะไรมาแทนโอเน็ต” นายสมพงษ์ กล่าว

นายสมพงษ์ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า มองว่าเมื่อโรงเรียนเปิด และปิด หรือเลื่อนเปิดเทอมไป ทำให้มีเด็กที่ออกจากระบบการศึกษากลางคันจำนวนมาก จากการสำรวจเบื้องต้นในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 พบเด็กที่เรียนชั้น ม.3 ต่อชั้น ม.4 เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาทั่วประเทศกว่า 60,000-70,000 คน และหากปิดโรงเรียนเช่นนี้อีก จะมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษามากขึ้นแน่นอน ทั้งนี้ นายณัฏฐพลต้องวางแผนต่อไปว่า ระบบการเรียนที่วางรูปแบบไว้นั้น เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบันหรือไม่

โดยหวังว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน จ.ระยอง จะเป็นบทเรียนหนึ่ง ที่รัฐบาลต้องออกมาตรการเคร่งครัด รัดกุม เพื่อเรียกความมั่นใจให้กับประชาชนต่อไป

เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก “นักเรียน” จะกลายเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ ศธ.จะ “ทบทวน” มาตรการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆ อีกครั้ง ว่าสอดคล้องกับบริบทในสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่ และพร้อมที่จะพัฒนาส่งเสริมการเรียนการสอนรูปแบบอื่น เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมีแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 รอบ 2 หรือไม่ก็ตาม !!