ท่องกันมาตั้งแต่เด็กว่า “29 กรกฎาคม เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ”
คือช่วงเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมงที่คนไทยต่างได้รับการเชิญชวนให้รำลึกถึงคุณค่าของภาษาไทย ในฐานะเอกลักษณ์ของชาติที่ต้องรักษาไว้ให้คงเดิม ทั้งการออกเสียงและสะกดคำให้แม่นเป๊ะ เพราะแม้จะพูดและเขียนอยู่ทุกวี่วัน ก็ยังมีสิ่งที่แตกต่างไปจากบทเรียนซึ่งคุณครูพร่ำสอน แถมยังไม่ตรงกับพจนานุกรมฉบับใดๆ มิหนำซ้ำกลุ่มวัยรุ่นยังขยันสร้างคำใหม่ๆ โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่พูดคุยผ่านตัวอักษรกันอย่างมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้ง จนหลายฝ่ายห่วงว่าภาษาจะวิบัติ
สิ่งเหล่านี้คือความบิดเบี้ยว ผิดพลั้ง มักง่าย จึงต้องกระตุ้นให้หันมาอนุรักษ์ภาษาไทยกันอย่างเร่งด่วน หรือกลับชวนให้ตั้งคำถามและทำความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงไปของภาษากันแน่
ลักคุณเข้าแร้ว?เป็นไง?
มาเริ่มจากประเด็นพื้นฐานที่ชวนให้ผู้รักภาษาไทยหงุดหงิดหัวใจมาหลายปีอย่างกรณีเสียง ร.เรือ ล.ลิง ซึ่งทั้งค่อยๆ สูญหายใน “คำควบกล้ำ” รวมถึงกรณีของเสียงพยัญชนะต้น ร.เรือ ที่คนไทยชักออกอาการขี้เกียจกระดกลิ้นรัวๆ จึงมักกลายเป็นเสียง ล.ลิง นี่ยังไม่นับภาษาวัยรุ่นที่ชอบใช้พยัญชนะ ร.เรือ ในการสะกดคำ เช่น เรย แทน เลย, แร้ว แทน แล้ว เป็นต้น
นี่คือเรื่องจริงจังระดับชาติที่ต้องหาทางแก้ไข หรือปล่อยให้ผ่านไปแบบชิลล์ๆ?
ชุมพล โพธิสาร นักวิจัยประจำศูนย์ศึกษาและฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมในภาวะวิกฤต ม.มหิดล บอกว่า ความจริงแล้วการออกเสียงที่ผิดเพี้ยนหรือเปลี่ยนแปลงไป ถือเป็นธรรมชาติของภาษา ซึ่งในภาษาพูดสามารถสื่อสารให้เข้าใจได้เพราะมีบริบทในประโยค เช่น “หาปลา” แม้จะออกเสียงเป็น “หาปา” คนไทยก็เข้าใจ แต่ถ้าอยู่โดดๆ ความหมายจะต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงทั้งในภาษาพูดและการสะกดคำ เช่น รัก กับ ลัก
ถามว่าหากปล่อยไป เสียง ร. อาจหายไปอย่างถาวรหรือไม่
คำตอบอย่างมีตัวอย่างเทียบเคียงคือ ในอดีตเสียง ฃ และ ฅ ก็เคยหายมาแล้ว แต่ยังเหลือตัวอักษรซึ่งแสดงถึงร่องรอยการมีอยู่ของ 2 เสียงนี้ ที่ออกเสียงต่างจาก ข.ไข่ และ ค.ควาย
ส่วนประเด็นที่ว่าต้องอนุรักษ์ภาษาไทยด้วยเหตุผลเรื่องความเก่าแก่ดั้งเดิมนั้น ชุมพลมองว่า ภาษาไทยปัจจุบันมีการผสมปนเปอันเนื่องจากความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยมีคำในภาษาอื่นๆ มากมาย อีกทั้งมีนักภาษาศาสตร์เสนอว่าภาษาไทยกลาง ซึ่งใช้เป็นภาษาไทยมาตรฐาน ทุกวันนี้ไม่ใช่ภาษาดั้งเดิมแต่อย่างใด
“เอาเข้าจริงๆ ภาษาไทยทุกวันนี้ มีคำศัพท์ภาษาตระกูลไท เขมร บาลี-สันสกฤต อย่างละ 30 เปอร์เซ็นต์ และภาษาอื่นๆ 10 เปอร์เซ็นต์ เช่น มอญ มลายู อังกฤษ ฯลฯ ขนาดชื่อคนไทยเราเอง 80 เปอร์เซ็นต์ ยังมาจากบาลี-สันสกฤต แต่การที่เราจัดภาษาไทยให้เป็นภาษาไทย เพราะคำศัพท์พื้นฐาน รวมถึงไวยากรณ์ เป็นอย่างภาษาตระกูลไท-กะได แต่ก็มีข้อยกเว้นมากมาย จึงมีนักภาษาศาสตร์เสนอว่าภาษาไทยถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้สื่อสารในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลางมานาน โดยในอดีตมีกลุ่มคนหลากหลาย ทั้งละโว้ ชนพื้นเมือง และพ่อค้าที่เข้ามาติดต่อ จึงค่อยๆ มีพัฒนาการแตกต่างออกมาจากภาษาในจารึกสมัยสุโขทัย”

ยึดมั่นแบบ ′เป๊ะเว่อร์′
หรือเพียงเธอจะยอมรับ (ความเปลี่ยนแปลง)
ถ้าการอนุรักษ์เพราะความเก่าแก่ตกไป แล้วจะทำอย่างไรกันดี?
ชุมพลบอกว่า ในเมื่อภาษามีความเปลี่ยนแปลง จึงมีทางเลือก 2 ทาง ทางที่ 1 คือ รักษาภาษาให้เหมือนเดิมเป๊ะๆ ทางที่ 2 คือ ยอมรับว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างภาษาขึ้นมาและทำให้มันเปลี่ยนแปลงทุกวินาที เพราะพบเจอสิ่งใหม่ ความรู้ใหม่ คำใหม่ๆ จึงเกิดขึ้นไม่รู้จบ ซึ่งน่ายินดีที่ราชบัณฑิตยสถานเริ่มเปิดกว้าง โดยนำคำในโลกโซเชียลบรรจุในพจนานุกรมด้วย นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับภาษาถิ่น รวมถึงให้พื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ออกมาพูดภาษาของตัวเอง
“ภาษาคือความนิยม ถ้าคนไม่ใช้ก็หายไป แต่ถ้าคนจะใช้ ราชบัณฑิตก็ห้ามไม่ได้ ยิ่งภาษาพูด ยิ่งห้ามไม่ได้เลย มันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนไปตามบริบทของสังคม ภาษาอื่นๆ ในโลกก็เช่นกัน”

ภาษาที่ไม่เปลี่ยนคือภาษาที่ ′ตาย′ แล้ว
“ถ้ากลัวว่าการเปลี่ยนแปลงทำให้ภาษาวิบัติ เราต้องกลับไปใช้คำศัพท์เหมือนจารึกสุโขทัย” รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง กล่าวทีเล่นทีจริงแต่อิงด้วยข้อมูลวิชาการ โดยระบุว่าศัพท์แสลงอารมณ์เดียวกับถ้อยคำจำพวก ′กิ๊บเก๋ ยูเรก้า′ มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ใช่เพิ่งมีในยุคโซเชียล ดูได้จากพระราชนิพนธ์เรื่อง ′ไกลบ้าน′ ต่อมาคำเหล่านั้นหายไปเกือบหมด ตรงกับนักภาษาศาสตร์บางท่านที่บอกว่าไม่ต้องห่วงเกินกว่าเหตุ เพราะถ้าไม่ฮิต เดี๋ยวก็หายไป ขอให้สังคมตัดสินเอง อย่าขีดเส้นอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ภาษาที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือภาษาที่ตายแล้ว เช่น สันสกฤต เพราะไม่มีคนใช้ ดังนั้นจึงคิดคำใหม่ๆ เช่น จรวด ไม่ได้ เพราะสมัยพระเวทยังไม่มีจรวด (หัวเราะ) ในขณะที่ภาษาที่มีคนใช้สามารถสร้างคำใหม่ๆ ได้ไม่รู้จบ”

ส่วนประเด็นเรื่องการสะกดผิดนั้น รุ่งโรจน์เห็นด้วยว่า หากเป็นเอกสารทางการควรสะกดให้ถูกต้อง แต่ในโลกโซเชียล อย่างคุย ′ขำๆ′ กับเพื่อนในเฟซบุ๊กหรือไลน์จะสะกดอย่างไร ก็ไม่น่าเป็นปัญหา ซึ่งในอดีตนั้นไม่มีมาตรฐานกลางด้านการสะกดคำ ดังนั้น ในเอกสารโบราณจึงสะกดตามเสียงพูดที่แตกต่างกัน เช่น เสียงเหน่อในท้องถิ่น การใช้รูปวรรณยุกต์จึงไม่เที่ยง จนกระทั่งมีการเรียบเรียงพจนานุกรมในยุคต้นรัตนโกสินทร์ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เจตนาทำขึ้นเพื่อความถูกต้องของการสะกด แต่เน้นการแปลความหมายให้สื่อสารตรงกันและใช้แต่งกวีนิพนธ์ ไม่ได้มีไว้กำกับการเขียนของคนในสังคม เช่น พจนานุกรม “สัพะ พะจะนะ พาสาไท” ที่ทำโดยสังฆราชปาเลอกัวและพจนานุกรมของหมอบรัดเลย์ เป็นต้น ต่อมาในสมัย ร.5 จุดมุ่งหมายของพจนานุกรมจึงจะเป็นไปเพื่อให้เป็นมาตรฐานกลางในการสะกดคำทั้งอาณาจักรสยาม
นอกจากนี้หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ก็มีพจนานุกรมที่ทำโดยเอกชน เช่น ฉบับ อ.เปลื้อง ณ นคร รวมถึงพจนานุกรมฉบับมติชน พ.ศ.2547 เป็นต้น ซึ่งการสะกดคำบางคำแตกต่างจากราชบัณฑิตยสถาน

คำใหม่เกิด คำเก่า (หวิด) หาย
มันเป็นอัลไลที่ธรรมดา
ได้รับการเอ่ยถึงหลายครั้งอย่างนี้ ต้องขออนุญาตผายมือไปที่ ศ.กรรณิการ์ วิมลเกษม ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงของภาษาเป็นเรื่องปกติ อย่างคำที่ปรากฏในจารึก บางคำก็ไม่มีใช้ในภาษาไทยปัจจุบัน บางคำยังใช้อยู่แต่ความหมายเปลี่ยน ซึ่งเกิดจากวัฒนธรรม ความเชื่อที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น “เบื้องตีนนอน” หมายถึงทิศเหนือ เมื่อรับศัพท์ทิศต่างๆ มาใช้ คำดังกล่าวก็หายไป “ด้ำ” แปลว่า ผีบรรพบุรุษ มีในจารึกสุโขทัย ตอนนี้ไม่มีใช้ ทว่าตกค้างอยู่ในสำนวน “ผีซ้ำด้ำพลอย”
“แกล้ง” แปลว่า ตั้งใจ เช่น งามดั่งแกล้งแต่ง ซึ่งความหมายต่างจากปัจจุบัน เช่นเดียวกับคำว่า “แพ้” ในเอกสารโบราณหมายถึงชนะ คำว่า พ่าย จึงจะหมายถึงแพ้

มีกรอบเพื่อสื่อสาร
ไม่ใช่เคร่งครัดแบบ ′ห้ามผิด′
แม้การเปลี่ยนแปลงคือธรรมชาติของภาษา แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือการสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านจารึกท่านนี้จึงมองว่า ต้องมีกรอบหรือกฎเกณฑ์บางอย่างร่วมกัน
“ยอมรับว่าอายุต่างกัน 50 ปี ก็ใช้ภาษาไม่เหมือนกันแล้ว แต่ระบบไวยากรณ์ต้องยังคงอยู่ ไม่อย่างนั้นจะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ภาษาไทยมีหลายระดับ ทั้งภาษาทางการ กึ่งทางการ รวมถึงภาษาในโซเชียลซึ่งไม่ใช่ทางการ แต่การสื่อสารกับคนหมู่มากต้องมีเกณฑ์กลางเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ถ้าเป็นการพูดคุย อาจมีคำวัยรุ่นก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเป็นภาษาเขียนควรสะกดให้ถูกต้อง หากลายลักษณ์อักษรผิดพลาดจะนำมาซึ่งความไม่เข้าใจ ฉะนั้น มันควรมีกรอบ แต่ไม่ใช่กรอบที่เคร่งครัดว่าผิดไม่ได้” ศ.กรรณิการ์สรุป

คะ-ค่ะ ปรากฏการณ์สะท้านโซเชียล
อีกหนึ่งเหตุการณ์ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ ความหงุดหงิดใจของ “ชาวเน็ต” ซึ่งแม้จะพิมพ์ถ้อยคำตามใจฉันจนเกิดการสะกดแบบใหม่ๆ แต่ไม่น่าเชื่อว่า คำสั้นๆ อย่างคะ-ค่ะ ที่ถูกใช้สลับกัน จะสร้างความรำคาญถึงขนาดต้อง “แชร์” ตารางการใช้คำดังกล่าวในบริบทต่างๆ พร้อมหลักการผันวรรณยุกต์ให้จดจำกันจงดี
ณัฐพล จันทร์งาม อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร มองว่า กรณีนี้แค่เกิดจากการใช้รูปวรรณยุกต์ผิด ไม่ใช่ภาษาวิบัติ เพราะจริงๆ แล้วผู้หญิงไทยไม่ได้พูดคะกับค่ะสลับกันเลย เพียงแต่สะกดไม่ถูกเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีการยอมรับคำที่สะกดผิดจากการพิมพ์ในโลกโซเชียลมากขึ้น เช่น นะครัช (นะครับ) เมพขิงๆ (เทพจริงๆ) กลายเป็นว่าพิมพ์ผิดกันเยอะโดยเจตนา
“จริงๆ แล้ว คำที่เกิดขึ้นใหม่จากการสะกดผิดก็เป็นภาษาไทยอีกทางหนึ่งคือ อัลเทอร์เนทีฟไทย หรือไทยทางเลือก (หัวเราะ) มันก็เป็นอีกดอกผลหนึ่งของภาษาไทย แต่ส่วนหนึ่งก็มีความกลัวกันว่าการใช้ภาษาทางการจะผิดเพี้ยน ดังนั้นจึงต้องดูกาละเทศะเป็นสำคัญ”
ความรักอย่างไม่ฟูมฟายแต่เข้าใจธรรมชาติของภาษา อาจเป็นแนวทางหนึ่งซึ่งไม่ขัดขวางความงอกงามทางวัฒนธรรมที่นำไปสู่การพัฒนาอย่างไม่จบสิ้น

อย่าอาย ′ภาษาถิ่น′
นอกจากภาษาไทยภาคกลาง ซึ่งได้รับการสถาปนาเป็นภาษาไทยมาตรฐานของชาติแล้ว สิ่งที่ลืมไม่ได้คือการมีอยู่ของภาษาถิ่น ซึ่งปัจจุบันเกิดปัญหาที่น่ารับฟังอย่างยิ่ง
อังศนา ณ สงขลา อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์และศึกษาศาสตร์ ม.หาดใหญ่ เล่าว่า ขณะนี้เด็กใต้ไม่พูดใต้ เพราะพ่อแม่พยายามให้ลูกพูดภาษากลางอย่างเดียว เมื่อลูกโตไปจะได้พูดกลางชัด ซึ่งเป็นปัญหาหนักกว่าภาษาถิ่นอื่นๆ ทั้งเหนือและอีสาน เพราะภาษาใต้ถูกมองว่าเชย
นอกจากนี้ นักศึกษาที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งภาษาแม่ ไม่ใช่ทั้งไทยกลางและถิ่นใต้ แต่พูดมลายูซึ่งไม่มีเสียงวรรณยุกต์ และมักใช้สระเสียงสั้น ทำให้มีปัญหา โดยเฉพาะการใช้ไม้เอก-ไม้โทสลับกัน ที่สำคัญคือ อายที่จะพูดไทย เพราะติดเสียงสั้นตามภาษาแม่ จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้กำลังใจ

