3 แกนนำน.ศ.ม.เชียงใหม่ รายงานตัวอัยการ ครั้งที่ 3 ปมถูกฟ้อง 2 ข้อหา ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-พ.ร.บ.ควบคุมโรค
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 18 สิงหาคม ที่สำนักงานอัยการคดีศาล แขวงเชียงใหม่ บริเวณศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายวัชรภัทร ธรรมจักร นายธนาธร วิทยเบญจางค์ และนายวิธญา คลังนิล นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) 3 แกนนำนักศึกษาที่เคลื่อนไหวชุมนุมขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมทนายความ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้มารายงานตัวพนักงานอัยการตามหมายนัด เป็นครั้งที่ 3 หลังมาพบพนักงานอัยการ ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม หรือ 5 วันที่ผ่านมา
ทั้งนี้นายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ ซึ่งเป็นแกนนำนักศึกษาอีกราย ไม่ได้มารายงานตัวอย่างใด แต่ได้แจ้งให้พนักงานอัยการได้ทราบว่าติดภารกิจที่กรุงเทพฯ อยู่ ทางพนักงานอัยการ จึงได้นัดให้ 4 แกนนำนักศึกษาดังกล่าว ให้มารายงานตัว ครั้งที่ 4 ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ แทน ก่อนถ่ายรูปที่หน้าสำนักงานดังกล่าว พร้อมชู 3 นิ้ว จากนั้นเดินทางกลับ โดยใช้เวลา 30 นาที
นายวัชรภัทร กล่าวว่า มารายงานตัวตามนัดหมายของพนักงานอัยการซึ่งพนักงานสอบสวนได้สั่งฟ้อง 2 ข้อหา คือ ผิดพ.ร.ก.บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพ.ร.บ.ควบคุมโรค ซึ่งมองว่าเป็นกลไกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม กลั่นแกล้ง ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ เพราะต้องเรียนในวันธรรมดา ส่วนฐานความผิดเกี่ยวกับการควบคุมโรค มองว่าไม่ได้เกิดโควิดระบาดเกือบ 100 วันแล้ว ทำไมจึงสั่งฟ้องข้อหาดังกล่าวอีก
“หลังจากนี้นักศึกษาคงเคลื่อนไหวเต็มรูปแบบ เพื่อต่อสู้กับความไม่ชอบธรรมกับอำนาจเผด็จการ ซึ่งการเคลื่อนไหวชุมนุมดังกล่าว มองว่าไม่ได้ผิดอะไร เพราะอยู่ในเขตขอบสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งการชุมนุมได้ลามไปสู่ระดับมัธยมและประถมศึกษาแล้ว เพื่อสะท้อนความรู้สึก และแสดงความคิดเห็นตามเสรีภาพ แต่กลับถูกขัดขวางคุกคามจากครู โรงเรียนและตำรวจ ไม่ให้ชุมนุมดังกล่าว เพียงเด็กต้องการชูกระดาษเปล่า ผูกโบสีขาว และชู 3 นิ้วเท่านั้น การกระทำดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อความเชื่ออะไรเลย ดังนั้นฝ่ายต่อต้านไม่ควรผลักไสเด็ก ว่าเป็นพวกชังชาติควรส่งเสริมให้เด็กได้มีพื้นที่แสดงออกมากกว่าปิดกั้นการรับรู้ใด ๆ” นายวัชรภัทร กล่าว
นายภัชรภัทร กล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. ถือเป็นพวกมือถือสาก ปากถือศีล บอกว่าจะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของเยาวชน และคนรุ่นใหม่ แต่กลับส่งเจ้าหน้าที่ไปคุกคามข่มขู่เด็กและผู้ปกครองที่บ้านและโรงเรียน หากผู้ใหญ่ไม่ให้พื้นที่เด็กและเยาวชนได้แสดงออกสิทธิเสรีภาพแล้ว แต่กลับมาบอกว่าทำได้เต็มที่ ทำได้เลย แต่ภายหลังกระทำแล้ว กลับถูกติดตาม คุกคาม อย่าทำอย่างนั้นเลย เป็นการกระทำที่เรียกว่า “น่าเกลียด” ถือเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เปิดใจกว้างรับฟังปัญหา และเสียงสะท้อนดังกล่าวตามที่กล่าวอ้างอย่างใด


