‘ณัฏฐพล’ จี้’รัฐ-เอกชน’ถกปัญหา’อีอีซี’ ติงใช้ศักยภาพแค่10%

24.08.20 | 14:00 น.
แฟ้มภาพ

‘ณัฏฐพล’ จี้’รัฐ-เอกชน’ถกปัญหา’อีอีซี’ ติงใช้ศักยภาพแค่10%

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมหารือระหว่างผู้บริหาร ศธ.กับคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันตก (EEC+HDC) ว่า อีอีซี เป็นตัวขับเคลื่อนพัฒนาธุรกิจของไทย และตนอยากให้อีอีซีเป็นตัวอย่างในการพัฒนาพื้นที่อื่นๆ ด้วย เรามีทฤษฎีที่ยอดเยี่ยม แต่การปฏิบัติอาจจะยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรืออาจจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณที่สนับสนุนเพียงพอ เช่น การประมาณความต้องการบุคลากรใขเขตอีอีซี ปี 2562-2566 ประมาณ 475,668 อัตรา ซึ่งตนเชื่อว่าความต้องการกำลังคนของอีอีซีนั้นมีมากกว่านี้ ตนอยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน มาพูดคุยกันว่าอยากจะพัฒนาอะไรบ้างใน อีอีซี และจะให้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะสำเร็จ ตนจะนำเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบดูแลด้านเศรษฐกิจ ไปพิจารณาและพัฒนาอีอีซีต่อไป

นายณัฏฐพล กล่าวว่า การพัฒนาอีอีซีของประเทศในขณะนี้ ตนมองว่าเราทำเพียง 10% จากศักยภาพที่เรามีอยู่ ดังนั้น รัฐ เอกชน ประชาชน และสังคมต้องมาร่วมมือกันเพื่อพัฒนาต่อไป และในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ตนพบปัญหาความเปราะบางของการศึกษาอย่างมาก เพราะเราใช้สถานศึกษาเป็นหลักในการสอน เมื่อไปเรียนออนไลน์พบว่าผู้เรียนไม่มีความพร้อม แต่ในวิกฤตนี้อยากให้ทุกคนเห็นโอกาสในการพัฒนาผู้เรียนด้วย จากที่ตนเห็นท่ามกลางการแพร่ระบาดโควิด-19 ระบบสาธารณสุขของไทยเข้มแข็ง และรับมือได้ดีมาก

“ความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขนั้น ได้จากการศึกษาที่ดีของเรา เพราะระบบสาธารณสุขของไทยดึงดูดคนเก่งเข้ามาเรียน ดังนั้นถ้าเราจะพัฒนาวิชาชีพอื่นๆ ต้องดึงดูดคนเก่งเข้ามาเรียนด้วย อย่างวันนี้ผมตัดสินใจไม่ส่งลูกไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยและไม่มั่นใจระบบสาธารณสุขของอังกฤษว่าจะรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ อย่างไรก็ตามเราต้องยอมรับเรื่องต่างๆ ของเราเองด้วย เช่น การเรียนอาชีวะในปัจจุบันอุปกรณ์ยังล้าสมัยอยู่ เป็นต้น ดังนั้นเราต้องเอาความจริงมาพูด เพื่อที่จะสามารถพัฒนาต่อยอดต่อไปได้โดยเริ่มจากอีอีซี โดยจะต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน เข้ามาแนะนำด้วย ไม่ใช่แค่รับนักเรียน นักศึกษามาฝึกงานเท่านั้น แต่อยากได้กระบวนการสอนที่สร้างคนด้วย ดังนั้น หลักสูตรต้องเปลี่ยนให้ตอบโจทย์ภาคเอกชนด้วย สิ่งเหล่านี้จะยกระดับการพัฒนาอาชีวะและการศึกษาในพื้นที่อีอีซี และจะกลายเป็นการยกระดับการศึกษาของประเทศด้วย” นายณัฏฐพล กล่าว

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังพบปัญหาครูอาชีวะ ไม่มีโอกาสพัฒนาตนเองตามสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะออกไปพัฒนาตนเองไม่ได้เนื่องจากต้องเก็บรวบรวมชั่วโมงการสอน ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้เงินเดือน เรื่องเหล่านี้เราสามารถปรับเปลี่ยนได้หรือไม่ เช่น ถ้าครูต้องการพัฒนาตนเอง เมื่อเข้าไปอบรมเเล้วอาจจะได้รับเงินด้วย เป็นต้น ซึ่งตนอยากให้ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนายการวิทยาลัย ยกปัญหามาหารืออย่างจริงจัง โดยหารือร่วมกับภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคประชาชนอย่างจริงจังเพื่อร่างแผนพัฒนาพื้นที่อีอีซี นำเสนอนายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งตนเชื่อว่าถ้าเรามีแผนการพัฒนา และลงมือทำอย่างจริงจัง เชื่อว่าอีก 3-5 ปี พื้นที่อีอีซีจะพัฒนามากขึ้นอย่างแน่นอน

“เรื่องเหล่านี้อาจจะเป็นงานหนักสำหรับผู้อำนวยการสถานศึกษาในพื้นที่อีอีซี และปีนี้จะเป็นปีที่กดดันแน่นอน ผู้อำนวยการสถานศึกษาคนใดที่คิดว่าไม่ไหว ไม่ถนัด ก็ขอย้ายได้ แต่ผมขอให้ทุกคนเปิดใจคุยกัน เอาความจริงมาพูด เพื่อจะพัฒนาประเทศต่อไป เราต้องร่วมมือกัน เราต้องกล้า ไม่เช่นนั้นโอกาสทองจะหลุดมือไป และประเทศอาจจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ เพราะอนาคตเราฝากไว้กับเด็ก ถ้าเราไม่เสริมอาวุธให้เขา เราก็จะไปไม่ได้ ดังนั้นเราต้องสู้ เพราะประเทศต้องพัฒนา ไม่อย่างนั้นธุรกิจในประเทศจะไปไม่ได้ แม้แต่ลูกของผมอาจจะไม่มีงานทำ เรามีพร้อมทุกอย่างเด็กไทยไม่ได้เก่งน้อยกว่าเด็กต่างชาติ ผมอยากจุดประกายให้ทุกคนเห็นความสำคัญว่าทำไมเราถึงต้องรีบพัฒนาส่วนนี้ และวางแผนสำหรับอนาคตด้วย เพราะการสร้างทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งนั้น ต้องใช้เวลา การดึงเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ต้องใช้เวลาปรับตัวเช่นกัน ถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนและเตรียมความพร้อมนักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยม จะเป็นการวางแผนพัฒนาอีอีซีอย่างมั่งคง” นายณัฏฐพล กล่าว

Advertisement