หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา องค์ภาน้อมนำศ...

องค์ภาน้อมนำศาสตร์พระราชา มาพัฒนาผู้ต้องขัง

2.08.16 | 12:44 น.

“ขอเท้าความก่อนว่า พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงงานเกี่ยวกับผู้ต้องขัง จึงได้เกิดโครงการกำลังใจ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา แรกๆ โครงการนี้มุ่งเน้นสตรีและเด็กติดผู้ต้องขัง อย่างที่พวกเราเห็นพระองค์ทรงผลักดันเรื่อง the Bangkok Rule (ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง หรือข้อกำหนดกรุงเทพ) ในสหประชาชาติ จนเกิดเป็นมาตรฐานของประเทศสมาชิกสหประชาชาติแล้วพระองค์ทรงใช้เป็นต้นแบบคือมุ่งเน้นที่กรมราชทัณฑ์ หลังจากทรงงาน ก็พบว่าไปเชื่อมโยงกับยาเสพติดเพราะนักโทษส่วนใหญ่กว่า 70-80% ติดคุกเพราะปัญหายาเสพติด การทรงงานของพระองค์จึงครอบคลุมไปถึงนักโทษชายด้วย โดยทรงมองครบองค์ประกอบว่าเราจะดูแลแค่การกำหนดโทษอย่างเดียวไม่ได้แล้ว แต่ต้องดูแลไปจนถึงทำอย่างไรให้ผู้ต้องขังมีอาชีพหลังจากพ้นโทษไปแล้วเพื่อว่าจะได้ไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีก ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงมีโครงการฝึกอาชีพให้กับผู้ต้องขัง”

องค์ภา

เป็นคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ถึงที่มาของการนำแนวทางการพัฒนาทางเลือกมาปรับใช้กับผู้ต้องขัง ในโอกาสที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาเสด็จไปทรงเป็นประธานการเปิดกิจกรรมการนำแนวทางการพัฒนาทางเลือกมาปรับใช้กับผู้ต้องขัง เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ ศาลาลีลาวดี โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย โดยมีผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม และ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ถวายการต้อนรับ

องค์ภา

ความสำเร็จของการดูแลให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขัง จนเกิดเป็นมาตรฐานระดับโลก นำมาสู่พระดำริในการช่วยเหลือให้โอกาสผู้ต้องขังชายที่ใกล้พ้นโทษให้สามารถมีอาชีพเพื่อจะได้ไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีก โดยปี พ.ศ.2553 โครงการกำลังใจฯ นำแนวทางตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในลักษณะนำร่อง 5 พื้นที่ ได้แก่ เรือนจำชั่วคราวดอยราง จ.เชียงราย, เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ จ.ตราด, เรือนจำชั่วคราวแคน้อย จ.เพชรบูรณ์, เรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จ.ชัยนาท และเรือนจำชั่วคราวโคกตาบัน จ.สุรินทร์

Advertisement

เรือนจำที่เข้าร่วมโครงการจะเป็นผู้คัดเลือกนักโทษชั้นเยี่ยมหรือนักโทษที่เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 3 และนักโทษที่ได้รับการพักโทษมาเข้าร่วมโครงการของทั้ง 5 เรือนจำนำร่อง แต่ละเรือนจำจะเรียนหลักสูตรเดียวกันจากวิทยากรจากมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภา)ยามยาก สภากาชาดไทย โดยมีคณะเกษตร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มาอบรมเกี่ยวกับการเพาะปลูก การผลิตการเกษตร เป็นต้น แม้ว่าการดำเนินโครงการได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่จากการประเมินผลการทำกิจกรรมกลุ่มกับผู้ต้องขัง พบว่าการเรียนรู้ที่ผ่านมายังเป็นแบบการจำส่วนการคิดและวิธีการปฏิบัติก็ยังทำได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร

องค์ภา
ต่อมาในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558 ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการและนิทรรศการระหว่างประเทศเพื่อผลักดันแนวปฏิบัติสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาทางเลือกสู่การปฏิบัติ หรือเรียกง่ายๆ ว่า ICAD 2 โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-24 พฤศจิกายน 2558 และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาได้เสด็จเข้าร่วมประชุมตลอดระยะเวลาดังกล่าวเนื่องด้วยทรงเคยร่วมร่างและทรงผลักดันแนวปฏิบัติสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาทางเลือกสู่การปฏิบัติ (UN Guiding Principles on AD) เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดตั้งแต่เมื่อทรงงานในฐานะเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งต่อมาแนวปฏิบัติดังกล่าวได้การรับรองจากสหประชาชาติในการประชุมสมัยพิเศษของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเรื่องยาเสพติด ปี 2016 (UNGASS 2016) เมื่อวันที่ 18-21 เมษายน

องค์ภา
ที่ผ่านมา ซึ่งจากการประชุม ICAD 2 เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พระเจ้าหลานเธอฯ ทรงเห็นว่าหากนำแนวทางการพัฒนาทางเลือกมาปรับใช้กับผู้ต้องขังน่าจะทำให้ผู้ต้องขังมีทางเลือกมากขึ้น และด้วยศักยภาพของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ น่าจะช่วยทำให้การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยของผู้ต้องขังมีโอกาสของความสำเร็จสูงมากขึ้น กอปรกับทรงเห็นว่าในปัจจุบันการแพร่ระบาดของยาเสพติดได้เปลี่ยนแปลงจากพืชเสพติดมาเป็นสารสังเคราะห์ และยังหมายรวมถึงการเสพติดวัตถุ เงินทอง ทรัพย์สิน ที่หามาโดยง่ายอันเนื่องมาจากการเกี่ยวข้องกับยาเสพติด อันเป็นเรื่องของจิตใจเป็นสำคัญ ดังนั้น จึงทรงประทานคำแนะนำให้มีการทดลองดำเนินการนำแนวทางของ AD หรือแนวทางตามศาสตร์พระราชา มาปรับใช้กับผู้ต้องขัง

จึงเป็นที่มาของการที่ศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ กรมราชทัณฑ์ และกรมคุมประพฤติ ได้ร่วมกันออกแบบกระบวนการและแนวทางที่จะนำแนวทางการพัฒนาทางเลือกมาปรับใช้กับผู้ต้องขัง เพื่อเติมเต็มให้

องค์ภา
ผู้ต้องขังมีความรู้ในระดับที่พร้อมใช้กับวิธีคิดที่ถูกต้อง ปรับเปลี่ยนทัศนคติเป็นที่ยอมรับของสังคมและที่สำคัญคือสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยมีอาชีพที่สุจริต ไม่หวนกลับไปทำผิดซ้ำ ด้วยเหตุนี้จึงดึงมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หยุดการประกอบอาชีพที่ไม่สุจริตและหันกลับมาทำคุณประโยชน์ให้สังคม ได้เข้ามาร่วมช่วยเหลือผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวดอยราง และเริ่มดำเนินการเมื่อเดือนธันวาคม 2558 มีผู้ต้องขังเข้าร่วมโครงการ 48 คน โดยมีการออกแบบกิจกรรมและกระบวนการต่างๆ ที่จะนำพาผู้ต้องขังให้มีอาชีพที่สุจริตเมื่อพ้นโทษ และที่สำคัญ มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจที่จะไม่หวนกลับไปทำผิดหรือเกี่ยวข้องกับวังวนของยาเสพติดอีก

องค์ภา

และในวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 เป็นกิจกรรมหนึ่งที่มาจากการประทานคำแนะนำจากพระเจ้าหลานเธอฯ ที่ทรงเห็นว่า “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” คือต้องให้ผู้ต้องขังได้มาเรียนรู้ด้วยตนเองจากบุคคลในรุ่นต่างๆ 4 รุ่นของโครงการพัฒนาดอยตุงที่เคยทั้งปลูกฝิ่น ค้าฝิ่นและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่เหตุใดพวกเขาเหล่านั้นจึงเลิกยุ่งเกี่ยวและหันมาประกอบอาชีพที่สุจริตและทำคุณประโยชน์ให้แผ่นดินไทย รวมทั้งได้มาเห็นถึงพื้นที่ทรงงานของสมเด็จย่า ที่เป็นสถานที่ซึ่งทำให้บุคคลในรุ่นต่างๆ ของโครงการพัฒนาดอยตุงได้เลิกเกี่ยวข้องกับยาเสพติด สิ่งนี้คือแรงบันดาลใจและแรงดลใจที่น่าจะเกิดขึ้นหากผู้ต้องขังได้มีโอกาสมาเห็นและสัมผัสด้วยตนเอง ดังนั้น จึงเป็นที่มาของการจัดให้ผู้ต้องขังดอยรางได้ศึกษาดูงานที่ดอยตุง โดยในช่วงเช้ามีการศึกษาดูงานในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง 52 ไร่ ศึกษาดูงานในหอแห่งแรงบันดาลใจ ทั้งโรงงานทอผ้า การทำกระดาษสา การทำเซรามิก และช่วงบ่าย จัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้ต้องขังกับบุคคลต้นแบบของดอยตุง และภาคีเครือข่าย โดยพระเจ้าหลานเธอฯ ทรงร่วมกิจกรรมด้วย ซึ่งทรงร่วมพูดคุย ทรงร้องเพลงและเล่นเกมสร้างความสัมพันธ์ในหมู่ผู้ต้องขังอย่างเป็นกันเอง

องค์ภา

นายไพโรจน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี ผู้ต้องขังที่ได้เข้าร่วมโครงการของเรือนจำชั่วคราวดอยราง จ.เชียงราย กล่าวว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการไม่เคยรู้จักพระองค์ภา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นชายหรือหญิง จวบจนวันที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ วันที่ไปถึงหน้าประตูเรือนจำชั่วคราวดอยราง มีพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านจึงได้ทราบว่าเป็นผู้หญิง จากวันนั้นถึงวันนี้เห็นถึงความตั้งใจของพระองค์ที่มีต่อพวกเราที่อยากให้พ้นทุกข์ โดยนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับพวกเรา ตนดีใจที่ได้เข้าเฝ้าแต่ก็อดรู้สึกเกร็งๆ ไม่ได้ ตนขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ทำให้เสื้อสีส้ม (สีสัญลักษณ์โครงการกำลังใจฯ) แปดเปื้อน จะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากโครงการกำลังใจฯ ตลอดจนกำลังใจจากพระองค์ท่าน ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต

นายต้น อายุ 30 ปี ผู้ต้องขังที่เข้าร่วมโครงการเดียวกัน กล่าวว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการ เคยได้ยินคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงแต่คิดว่าเป็นแค่การปลูกผัก และคิดว่าจะเป็นการเสียเวลาไหมกับการมาปลูกผัก แต่พอมาร่วมโครงการนี้ ก็ได้รู้ว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่การปลูกผักแต่รวมถึงแนวคิดของการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกแขนงและทั้งคนรวยและคนจน เพราะเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่แค่การปลูกผัก แต่คือการรู้จักพอประมาณ มีเหตุผลและมีภูมิคุ้มกัน ขอบคุณโครงการกำลังใจฯ ที่สร้างตนให้มีสติ พร้อมออกไปใช้ชีวิตปกติข้างนอก

องค์ภา

ด้าน ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า รู้สึกสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่เสด็จมาโครงการพัฒนาดอยตุงฯ วันนี้เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯเพราะได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของโครงการกำลังใจฯ ซึ่งโครงการนี้มากกว่ากำลังใจเพราะเป็นการสร้างโอกาส สร้างชีวิตใหม่ที่มีคุณค่าและศักดิ์ศรี สมเด็จย่าทรงเชื่อมั่นในศักยภาพของคน เมื่อทรงเริ่มโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ปี พ.ศ.2530 ดอยตุงยังเป็นเขาหัวโล้น ไม่มีสาธารณูปโภคพื้นฐานใดๆ และยังมีกองกำลังเป็นหมื่นๆ คน คนไร้สัญชาติ สิ่งเดียวที่เป็นทางออกของชีวิต คือการปลูก ขายและเสพยาเสพติดซึ่งมาควบคู่กับการค้าอาวุธและคาราวานลำเลียง สมเด็จย่าทรงมีพระดำริว่าไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดี แต่ที่เขาไม่ดีเพราะขาดโอกาสและทางเลือก ทรงใช้วิธีเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือสร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพใหม่ ให้เวลาเรียนรู้ทักษะใหม่ ให้แนวทางการดำเนินชีวิตใหม่ โดยไม่สนใจว่าเขาเคยทำอะไรมาก่อน สมเด็จย่าทรงเลือกอาชีพทางด้านการเกษตร เช่น ปลูกไม้ดอก กาแฟ แมคคาเดเมีย, ด้านหัตถกรรม สร้างอาชีพหลากหลาย และการท่องเที่ยว ซึ่งอาชีพเหล่านี้เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่เพราะเป็นความต้องการของตลาด

“โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ชี้แนะและลงมือทำไปพร้อมกับชาวบ้าน ไม่เพียงอบรมในห้อง แต่เน้นการลงมือทำจริงเพื่อให้ชาวบ้านได้เรียนรู้และลองผิดลองถูกด้วยตนเอง มาวันนี้คุณภาพชีวิตของชุมชนดอยตุงดีขึ้นมาก ชุมชนสามารถลุกขึ้นมาพลิกชีวิตของตนเองจากการปลูกฝิ่น ติดยา ค้ายา ค้าอาวุธ กลายเป็นคนปลูกกาแฟ ดูแลเม็ดแมคคาเดเมีย เป็นช่างฝีมือ รวมถึงก้าวไปสู่ผู้นำ อบต. และยังสามารถพัฒนาชีวิตต่อไปด้วยตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี จนกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาทางเลือกและการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก” ม.ร.ว.ดิศนัดดากล่าว และว่า อยากฝากกระทรวงยุติธรรมในเรื่องการแก้ไขปัญหาแบบ Area-Based ตอนที่สมเด็จย่าเสด็จมาที่ดอยตุงครั้งแรกแล้วเห็นชาวบ้านติดยาจำนวนมากนั้น ทรงมีรับสั่งว่า “เขาเป็นคนเหมือนกัน ทำไมเราไม่ดูแล” ตนจึงรับใส่เกล้ามาคิดว่าจะทำอย่างไรให้พื้นที่ดอยตุง 93,500 ไร่แก้ไขปัญหาคนติดยาเสพติดได้ จึงใช้วิธี Area-Based ซึ่งพบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

องค์ภา

ภายหลังรับฟังความในใจของผู้ต้องขังที่เข้าร่วมกิจกรรม พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงประทานพระโอวาทใจความตอนหนึ่งว่า “ยินดีที่ได้มาพบกับทุกๆ คน ยินดีที่ทุกคนมีกำลังใจ มีจุดหมายและความตั้งใจในอนาคตซึ่งจะเป็นไฟในการสร้างความฝันให้เป็นจริง อย่างไรก็ตาม อยากให้คิดว่าเจ้าหน้าที่คุมประพฤติคือคนที่ช่วยเตือนสติ ช่วยประคับประคอง ทุกคนมีศักยภาพ จากที่คุยๆ กันมาพบว่าหลายๆ คนมีความสามารถทางด้านอาชีพ มีความสามารถต่างๆ กัน ขอให้พัฒนาตรงจุดนี้ หาจุดแข็งของตัวเองให้เจอแล้วจะนำชีวิตไปสู่ความสุข ได้ฟังเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแล้วรู้สึกดีใจที่เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงดีขึ้น ได้เข้าใจว่าเศรษฐกิจพอเพียงมากกว่าการทำการเกษตร จริงๆ แล้วเศรษฐกิจพอเพียง พอที่ใจ การใช้สติและวางแผนชีวิต ชีวิตก็ต้องวางแผนก็ต้องประมาณการ เหมือนการค้าขาย ก็ต้องประเมินต้นทุนและคิดดูว่าทำกำไรเท่าไร จะอยู่ได้ไหม ทุกสิ่งทุกอย่างคือการประมาณการ การวางแผนว่าเหมาะสมแก่ตัวเราไหม เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายความว่าให้อยู่อย่างจนๆ ไม่ได้หมายความว่าให้อยู่อย่างไม่อยากได้อะไร แต่ให้คิดก่อนว่ามันควรจะได้ไหม มันคุ้มที่จะได้ไหมแล้วจัดลำดับการใช้ชีวิตให้ดีแล้วเราจะมีโอกาสพลาดน้อยลงแล้วผลสุดท้ายเราจะไม่พลาดอีกเลย นี่คือจุดสำคัญ”

องค์ภา

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา กล่าวต่อว่า “เราในฐานะพนักงานอัยการมาเป็นเวลาหลายปี ทำคดีมาก็มาก หลายประเภท ทำคดียาเสพติดก็เยอะเพราะปัจจุบันปฏิบัติราชการอยู่ที่กองคดียาเสพติด เจอแต่คดียาเสพติดหนักๆ ทั้งนั้น ไม่มีต่ำกว่าแสนเม็ด เห็นโทษแล้วก็ใจหาย แต่ด้วยหน้าที่ก็ต้องทำ คนกระทำความผิดก็ต้องรับโทษ แต่เมื่อรับโทษแล้วถ้ามีโอกาสที่จะก้าวออกไปใหม่ ก็ต้องก้าวออกไปอย่างสง่างาม สำหรับพวกเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่บ้านใหญ่ที่ไม่ได้มาที่นี่ ถ้าวันหนึ่งเรามีโอกาสได้พูดคุยกับเขา ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเขา เราต้องช่วยแนะนำเขาได้ อย่าให้เขาเดินกลับเข้าไปตกเป็นเหยื่ออยู่ในเครือข่ายของคนที่ไม่หวังดีที่จะมาใช้ประโยชน์จากเรา ก็ต้องยอมรับว่าเครือข่ายยาเสพติดเป็นเครือข่ายแห่งผลประโยชน์ ปัจจุบันไม่ได้หลอกให้คนเสพยาแล้วติดยาอย่างเดียว แต่หลอกให้ติดเงิน หลอกให้คนติดความรวย ตรงนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา หลายๆ คนอาจไม่ได้เสพยาก็ได้ แต่ติดความรวย ติดเงิน พอวันหนึ่งเมื่อถูกจับแล้วแม้แต่เงินก็ไม่เหลือ แม้แต่ชีวิตก็ยังหวั่นไหว เมื่อผ่านประสบการณ์ตรงนี้แล้วอย่ากลับไปจุดเดิมซ้ำอีก แล้วก็ช่วยเผยแพร่ความรู้นี้ไปให้พี่ๆ น้องๆ และช่วยแนะนำไปในทางที่ถูกต้อง อย่าให้ใครมาหลอกใช้เป็นเครื่องมือเข้าไปในวงจรยาเสพติดได้อีกเพราะคนไม่ดีที่เขาทำงานแบบนี้ ที่เป็นนายทุน ร่ำรวยไป เขาไม่ได้มารับรู้กับเรา อย่าตกเป็นเหยื่อของใครที่อยู่ในเครือข่ายที่ไม่ดี หวังว่าวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทุกคนจะได้คิด เอาไปต่อยอด ชีวิตจะได้มีความสุขและประสบความสำเร็จดั่งที่หวัง จะเรียน ทำงานหรือทำอะไร ขอให้ประสบความสำเร็จ”

องค์ภา

หลังจากวันนี้ ยังคงจะมีกิจกรรมอีกหลายที่จะช่วยกล่อมเกลาจิตใจของผู้ต้องขังทั้ง 48 ชีวิต จนกว่าจะได้รับการพักการลงโทษ รวมถึงภายหลังจากนี้จะมีการติดตามดูแล ให้ความช่วยเหลือภายหลังพ้นโทษอีกด้วย ซึ่งนับเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนในสังคมน่าจะได้มีส่วนช่วยประคับประคองไม่ว่าทางใดทางหนึ่งให้ 48 ชีวิตนี้ได้ทำตามทางที่ฝัน ได้ทำตามสิ่งที่ได้บอกกล่าวกับพระเจ้าหลานเธอฯไว้ว่า พวกเขาเหล่านั้นจะไม่ทำให้พระองค์ท่านต้องผิดหวัง

องค์ภา

องค์ภา