เล่าอดีตจากอิฐกรุงเก่า เรียนรู้ประวัติศาสตร์นอกตำรา
เด็กมอขอแจม – ผม นายสีวลี วงศ์สว่างพานิช นักศึกษาวิทยาลัยศาสนาศึกษา ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ผมคิดว่าการเป็นนักศึกษาในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหูตาไว เมื่อคราวที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส จัดโครงการวัฒนธรรมสัญจร ศิลป์สโมสรสัญจรครั้งที่ 1 “เล่าอดีตจากอิฐกรุงเก่า” ผมมีโอกาสไปร่วมกิจกรรมด้วย ในฐานะนักศึกษาวิทยาลัยศาสนศึกษา ซึ่งได้ประโยชน์มาก
ผม และเพื่อน สมัครเข้าไปร่วมโครงการครั้งนี้ โดยต้องเดินทางสัญจรไป “อยุธยา” แบบวันเดย์ทริป เขาคัดเลือกจากกลุ่มคนที่เคยเข้าร่วมงานเสวนา และเป็นผู้ชมรายการไทยบันเทิง ผมอยู่ในกลุ่มนักศึกษาที่เคยเข้าร่วมฟังงานเสวนาทางวิชาการ
ผู้ร่วมทริปซึ่งเป็นวิทยากร ประกอบด้วยนักโบราณคดีอาวุโส อย่าง อาจารย์ปฎิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ และ อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ และแฟนพันธุ์แท้พระเครื่องคนแรกของไทย เป็นผู้บรรยายระหว่างการเดินทาง ผมได้รับความรู้ที่ไม่เคยรู้มาก่อน เช่น การจะชมโบราณสถานในแต่ละที่ เราควรรู้จักสถาปัตยกรรมว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมถึงได้ก่อสร้าง
เริ่มจากวัดกุฎีดาว วัดประดู่ทรงธรรม วัดมเหยงค์ วัดไชยวัฒนาราม วัดพุทไธศวรรย์ และสุสานโปรตุเกส ผมได้ความรู้ใหม่ว่า สถานที่ใดมีพระมหาธาตุอยู่กลางเมือง แสดงว่าเมืองนั้น หรือจังหวัดนั้น เป็นเมืองสำคัญมาก่อน วัดมหาธาตุ หรือพระธาตุกลางเมือง คือเขาพระสุเมรุ หมายถึงภูเขาที่เป็นศูนย์กลางของโลก หรือจักรวาล เป็นที่อยู่ของสิ่งมีวิญญาณในภพ และภูมิของสัตว์โลก และ จ.พระนครศรีอยุธยา ก็มีวัดมหาธาตุอยู่กลางเมือง

สถาปัตยกรรมพระนครศรีอยุธยา ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักสถาปัตยกรรมลักษณะนี้ “พระปรางค์” ซึ่งนิยมเรียกกันว่า “พระมหาธาตุ” มีฐานกำเนิดมาจากศิวลึงค์ ส่วนฐานด้านล่างสี่เหลี่ยมคือ “ฐานโยนิ” สำหรับตั้งศิวลึงค์ เป็นสัญลักษณ์ที่ต้องการบอกให้รู้ว่า “ทุกสรรพสิ่งจะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องมีทั้งสองอย่างคู่กัน” นั่นคือความเป็นหยิน หยาง ระหว่างผู้หญิง และผู้ชาย รับอิทธิพลมาจากเขมร ในเขมรเรียกสถาปัตยกรรมลักษณะนี้ว่า “ปราสาท”
สถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นจากคติความเชื่อเรื่องศิวลึงค์นั้น ไม่ใช่คติความเชื่อของไทย ในพุทธศาสนาไม่มีเรื่องการนับถือพระศิวลึงค์ เราจึงนำความเชื่อระหว่างพุทธกับพราหมณ์มาผสมกัน โดยนำพระสารีริกธาตุไปฝังไว้ใต้ดินกลางพระเจดีย์ ในการสร้างวัดขึ้นมานั้น จะต้องเริ่มจากการสร้างเจดีย์ หรือพระปรางค์ ขึ้นเป็นประธานก่อน จากนั้นจึงค่อยสร้างวิหาร หรืออุโบสถ ตามขึ้นมาทีหลัง
ที่วัดกุฎีดาว หรือที่อยู่ของดวงดาว เป็นโบราณสถานที่ผมประทับใจมาก มีศาสตร์ด้านโหราศาสตร์ซ่อนอยู่ เจดีย์แปดเหลี่ยมเล็กๆ แทนดาวจันทร์ ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวเสาร์ ดาวพฤหัสบดี ดาวพระราหู ดาวศุกร์ และดาวอาทิตย์ ส่วนพระเจดีย์องค์หลักคือดาวเกตุ ถ้ายืนหันหน้าขึ้นทางบันได จะพบกับที่อยู่ของดวงดาวอย่างที่ผมบอก ตามความเชื่อของดวงดาว ผู้คนจึงนิยมมาสักการะเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
ส่วน พระเจดีย์ของวัดไชยวัฒนาราม ยังถูกจัดวางเพื่อจำลองระบบดวงดาวทางโหราศาสตร์ เช่นเดียวกัน ใครที่เกิดวันไหน มักจะไปไหว้พระเจดีย์ของตัวเองเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
ศาสตร์ดวงดาวที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้คน ซึ่งอยุธยาได้รับอิทธิพลมาจากเขมร เป็นศาสตร์ที่ทำให้รู้ว่า การตั้งหลักปักฐาน หรือการใช้ชีวิต มีดวงดาวทรงอำนาจอยู่เบื้องหลัง เพื่อเสริมส่ง หรือจะทำให้ตกต่ำลง ดวงดาวจึงเชื่อมเข้ากับเรื่องราวทางโหราศาสตร์ จากอดีตถึงปัจจุบันวิถีแห่งดวงดาวก็ยังคงอยู่คู่กับสังคมไทย และจะยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน


