หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา นักวิชาการตั้...

นักวิชาการตั้งวงถกปัญหาเด็ก จี้เลิกติวสอบเข้าป.1 แนะรร.อย่าเน้นธุรกิจจนมองข้ามเด็ก

5.10.20 | 20:15 น.

นักวิชาการรุมจี้ เลิกติวสอบเข้า ป.1 แนะรร.อย่าเน้นธุรกิจ จนมองข้ามเด็ก ชี้เรียงโต๊ะเป็นแถว ทำขาดจินตนาการ

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) มีการจัดเวทีระดมข้อเสนอต่อคณะกรรมการการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ภายใต้หัวข้อ “ผ่าตัดนโยบายให้เด็กปฐมวัยมีพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างสรรค์และปลอดภัย” ใช้รูปแบบ Online Policy Crowdsourcing สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมภาคประชาชน เพื่อเสนอแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก ขับเคลื่อนสู่กลไกระดับชาติภายใต้ พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562

นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว (สสส.) กล่าวว่า การพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นภารกิจที่หลายหน่วยงานมีหน้าที่ร่วมกัน โดยประเทศไทยมีกลไกระดับชาติทำหน้าที่กำหนดทิศทาง มาตรฐาน และบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ภายใต้พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์ในการดำเนินงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีความต่อเนื่อง ทั่วถึงและเท่าเทียม โดยให้มีระบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่สร้างการมีส่วนร่วม บูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับชาติ ภูมิภาค ท้องถิ่น ชุมชนจนถึงครอบครัว ให้มีกระบวนการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีความหลากหลายแต่เป็นเอกภาพ มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล เป็นหลักประกันให้เด็กปฐมวัยได้รับการเลี้ยงดู พัฒนา ให้การศึกษาและได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ

ซึ่งในวันที่ 9 ตุลาคมนี้ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยมีกำหนดจะจัดประชุมเพื่อพิจารณาแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย จึงคาดหวังว่าข้อเสนอเชิงนโยบายที่ภาคประชาชนระดมสมองร่วมกันในวันนี้ จะเป็นข้อมูลนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการฯ เพื่อเป็นการสะท้อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่มีความห่วงใยต่อปัญหาการดูแลเด็กปฐมวัย

“โจทย์ใหญ่ในสังคมไทยตอนนี้ คือการเป็นสังคมสูงวัย ทำให้ต้องเพิ่มการลงทุนในการพัฒนาเด็กปฐมวัยเพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและช่วยดูแลสังคมเราต่อไป ซึ่งจะต้องช่วยกันเฝ้าระวัง ป้องกัน เยียวยา ปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก เร่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เป็นพื้นที่เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ให้กับเด็กปฐมวัยอย่างถ้วนหน้า รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2561 พบว่าเด็กวัยอนุบาลคือกลุ่มวัยที่ถูกอบรมด้วยการทำร้ายร่างกายมากกว่าเด็กวัยอื่นๆ เสี่ยงต่อการเกิดบาดแผลทางใจ ซึ่งรายงาน ThaiHealth Watch 2563 ก็พบว่า สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีเด็ก-เยาวชน โทรมาขอคำปรึกษาจำนวนมาก เพราะมีความเครียด วิตกกังวลสูง และกลัวเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งมีผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ สมอง และพัฒนาการของพวกเขาในระยะยาว” นางสาวณัฐยา กล่าว

ครูอุ้ย อภิสิรี จรัลชวนะเพท ทายาทรุ่นที่ 3 ของโรงเรียนเอกชนชื่อดัง กล่าวว่า ตนเห็นการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนมาตลอด สิ่งที่เป็นปัญหาคือเราทำหน้าที่อนุบาลเด็กหรือเป็นโรงเรียนแล้วอนุบาล สิ่งสำคัญคือต้องมองธรรมชาติของเด็ก ต้องการการอนุบาล เด็กต้องการแม่ ฉะนั้นเราต้องเป็นแม่ครู เด็กอนุบาลต้องการพื้นฐานชีวิตมากกว่าวิชาการ คืองานบ้าน งานครัว งานสวน เด็กต้องมีคนสร้างแรงบันดาลใจ นั่นคือ คนเลี้ยงเด็ก โดยต้องทำตัวอย่างให้น่าเลียนแบบ ตนคิดว่าควรเลิกการใช้คำว่าโรงเรียนอนุบาล

Advertisement

ครูกล้า กรองทอง บุญประคอง ผู้ถือใบอนุญาตโรงเรียนเอกชน กล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหาคือ จะทำโรงเรียนให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์และปลอดภัยได้อย่างไร และต้องเป็นธุรกิจที่มีจรรยาบรรณของนักการศึกษา ผู้รับใบอนุญาตต้องหาความรู้ความเข้าใจว่าเด็กวัยนี้ต้องรับการอนุบาลแบบไหน ส่วนตัวเชื่อว่า ครูมีความหวังดีแต่เข้าใจคลาดเคลื่อน เช่นเรื่องการอ่านเขียน ไม่จำเป็นต้องรีบเขียนตั้งแต่อนุบาล ผู้รับใบอนุญาตควรผ่านการอบรม ควรรับผิดชอบเด็กทั้งทางกายและทางใจ และต้องมีการประเมินเพื่อต่อใบอนุญาต

ชิตพงษ์ กิตตินราดร จาก Change Fusion แหล่งผลิตนวัตกรรม เทคโนโลยีและพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อสังคมบนโลกออนไลน์ กล่าวว่า เทคโนโลยีช่วยเด็กได้ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเหตุเกี่ยวกับเด็กที่ถูกทำร้าย และช่วยการคัดกรอง ว่าเด็กเป็นเหยื่อของความรุนแรงหรือไม่ เช่นโปรเจ็ก แชทบอท My SiS สำหรับช่วยผู้หญิงและเด็กจากความรุนแรงในครอบครัว ,แชทบอท “ไม่ขำ” เพื่อช่วยเด็กจากการกลั่นแกล้งในโรงเรียน และระบบพยากรณ์ปัญหา EF เด็กปฐมวัย ช่วยให้ครูและผู้ปกครองรู้ว่าเด็กคนนี้มีปัญหาด้านพัฒนาการไหมอย่างไรเช่นถามเกี่ยวกับการอ่านนิทานให้เด็ก การกินนม โดยสามารถพยากรณ์ได้ผ่านพารามิเตอร์

พงศ์ปณต คงดี ผู้ก่อตั้งเพจ Leeway การเรียนรู้ผ่านการเล่น กล่าวว่า การ Home school อนุบาลเป็นเรื่องที่ดี ปัญหาคือหลักสูตรให้สอนอ่านออกเขียนได้ และการเรียงโต๊ะเป็นแถวทำให้เด็กขาดจินตนาการ ครูควรเปลี่ยนจากการออกคำสั่งเป็นผู้สังเกตการณ์ ตนคิดว่าควรใช้หลักสูตร highScope ซึ่งผ่านการวิจัยมาแล้ว ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ ควรหากรอบในการอธิบายการเรียนการสอน และครูควรมีทักษะจิตวิทยาเด็ก

อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้ดำเนินโครงการด้าน Family Engagement กล่าวว่า ไทยมีการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กได้เร็ว แต่มีปัญหาคือผู้ดูแลในศูนย์เด็กเล็กไม่ได้คุยกับผู้ปกครอง และสิ่งที่สำคัญจริงๆสำหรับเด็กคือพื้นฐานทางอารมณ์

“เราขาดระบบในการแลกเปลี่ยนระหว่างพ่อแม่และผู้ดูแล และอีกปัญหาหนึ่งคือรัฐขาดผู้ตรวจสอบ ฉะนั้นต้องให้ครอบครัวเป็นผู้ตรวจสอบ ขอเสนอการแก้ไขปัญหาว่าเราควรยกระดับองค์ความรู้ และกำหนดมาตฐานการมีส่วนร่วมเชิงบวกระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครอง” อรุณฉัตรกล่าว

เมริษา ยอดมณฑป นักจิตวิทยาเด็ก เจ้าของเพจ ‘ตามใจนักจิตวิทยา’ กล่าวว่าปัญหาของการศึกษาของเด็กปฐมวัยคือ ขาดบุคลากรที่ให้ความรู้ครู และมีกฎง่ายๆคือไม่ทำลายตนเอง ผู้อื่น  นอกจากนี้ทุกโรงเรียนควรให้เด็กเล่นอย่างเเพียงพอไม่ควรมีสอบเข้าป.1 และครูควรรู้เรื่องพัฒนาการเด็ก การเล่นช่วยเด็กได้มาก ช่วยให้หลั่งสารความสุข ให้สมองได้เรียนรู้พัฒนาด้านเหตุผล ควรใช้วิธีอื่นที่ไม่ใช่สอบ และไม่ควรดูถูกศักยภาพเด็ก และบำบัดผ่านการเล่น ตนเสนอว่า ควรมีนักจิตวิทยาเด็กเขตละคน หรือเป็นครูที่เรียนจิตวิทยาหรือการเล่นบำบัด ขอฝากทิ้งท้ายให้ผู้ใหญ่ดูแลจิตใจของเด็กและครู นักจิตวิทยาเด็กจะช่วยทั้งเด็กและครู

ธัญทิพย์ ชาติสวัสดิ์ จากมูลนิธิศุภนิมิตฯ  กล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กในไทยและทั่วโลก เกิดจากการอบรมวินัยที่ร้ายแรง ซึ่งส่งผลต่อเด็กในอนาคต และสาเหตุอาจมาจากผู้กระทำ ขอเสนอว่าควรมีระบบตรวจสอบ อยากให้มีความร่วมมือระหว่างสถาบันครอบครัวและสถาบันการศึกษา ควรมีค่ายอบรมพ่อแม่ มองเด็กเป็นศูนย์กลาง ควรดูแลเด็กแบบองค์รวม ทั้งเด็กและชุมชน

ดร.ปิยวลี ธนเศรษฐกร จากThailand EF partnership กล่าวว่า ปัญหาในการศึกษาปฐมวัยคือจิตวิทยาเด็ก เรียนมาแต่ไม่ได้ใช้ และขาดองค์ความรู้หลายๆด้าน สิ่งสำคัญคือต้องมีวินัยเชิงบวก และไม่ทำร้ายร่างกาย ตัวตนและสมอง ตนขอให้เด็กเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เป็นเด็กจริงๆ อีกหนึ่งปัญหาคือครูและพ่อแม่ขาดการร่วมมือ ต้องติเพื่อก่อ เวลามีปัญหาต้องช่วยกันทั้งบ้านและโรงเรียน

ภูวฤทธิ์ ภูวภิรมย์ หรือ ครูเกด จากอนุบาลช้างเผือก กล่าวว่า ครูต้องไม่แก้ปัญหาด้วยวินัยเชิงลบ ขอให้เน้นเล่น อย่าดูแต่เกรด อย่าเน้นแต่ธุรกิจ จนมองข้ามเด็ก ทักษะชีวิตถูกมองข้าม และสังคมทำให้กลายเป็นโรงเรียนเร่งเรียนไปหมด เราควรทำให้เด็กมีความหลากหลาย พ่อแม่ควรเน้นให้ลูกเรียนอย่างมีความสุข ผู้ปกครองต้องร่วมมือกัน ให้เรียนอนุบาลผ่านการเล่น และยกเลิกการติวสอบเข้าป.1

สรยศ พนายางกูร จากสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทย เสนอว่าการฝึกครูสำคัญที่สุด ควรมีการสอนเรื่องการเรียนรู้อารมณ์ของตนเองและผู้อื่น การป้องกัน ช่วยเหลือ เรียนรู้เข้าใจความรู้สึกคนอื่น นอกจากนี้ควรมีการร่วมมือระหว่างโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ให้นักศึกษาจิตวิทยามาศึกษาโรงเรียนอนุบาล รัฐบาลควรมีระบบฐานข้อมูลที่ตรวจสอบประวัติครูได้ นอกจากนี้ ขอให้ผู้ปกครอง “รักในสิ่งที่ลูกเป็น เห็นในสิ่งที่ลูกทำ”