‘อาจารย์จุฬาฯ’ จี้ ศธ.สังคายนาการสอนเด็กปฐมวัย ชี้หลักสูตรละเมิดสิทธิเด็ก เน้นอ่านออกเขียนได้ไม่สนพัฒนาการ

6.10.20 | 14:40 น.

‘อาจารย์จุฬาฯ’ จี้ ศธ.สังคายนาการสอนเด็กปฐมวัย ชี้หลักสูตรละเมิดสิทธิเด็ก เน้นอ่านออกเขียนได้ไม่สนพัฒนาการ

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รากเหง้าการจัดการศึกษาปฐมวัยที่เกิดปะทุเป็นปัญหาที่มีผลกระทบวงกว้าง คือ เราจัดการศึกษาปฐมวัยที่ไม่ได้ยึดปรัชญาและแนวทางของเด็กปฐมวัยอย่างแท้จริง โดยที่เน้นการจัดการศึกษาที่ให้เด็กอ่านออกเขียนได้ และให้เด็กเรียนภาษาอังกฤษอีกด้วย แม้จะมีกิจกรรมให้เด็กได้ทำ แต่ก็จำกัดอยู่แต่ในห้องเท่านั้น ดังนั้นการศึกษาปฐมวันในปัจจุบันไม่ได้เน้นพัฒนาการเด็ก แต่เน้นการอ่านออกเขียนได้เรียนภาษาเข้ามาเป็นตัวจัดการศึกษาให้กับเด็กวัย 2-4 ขวบ ที่ควรให้เด็กเล่นนอกห้อง สร้างจิตนาการให้เด็ก อยู่กับคนที่แตกต่างปรับตัวเองเข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่มีเรื่องของการเรียนหนังสือ แต่เน้นกิจกรรมให้เด็กได้พัฒนาตัวเอง ซึ่งการเรียนในโรงเรียนเอกชนหลายแห่งกำลังบังคับให้เด็กเรียนเพื่อเตรียมตัวในการเเข่งขันเพื่อการสอน ถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก ละเมิดพัฒนาการเด็กและจิตนาการของเด็ก ทำให้เราเห็นว่าการเรียนการสอนเป็นไปด้วยความบังคับ ไม่ว่าจะเป็นบังคับให้นั่งอยู่กับที่ บังคับให้เรียนหนังสือ บังคับให้ฟังครู การจัดการเรียนการสอนเช่นนี้ ยึดโยงกับค่านิยม และธุรกิจเท่านั้น

“ผมว่าสิ่งเหล่านี้คือรากเหง้าของปัญหา เป็นเรื่องหนึ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องจัดการให้ชัดเจน เมื่อมีค่านิยมในสังคมที่ต้องการให้บุตรหลานเรียนโรงเรียนเอกชน จึงทำให้โรงเรียนแหกกฎระเบียบที่ ศธ.กำหนด เพื่อหวังผลประโยชน์และรายได้ เช่น รับนักเรียนเกินจำนวนรับ รับบุคคลที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครูมาทำหน้าที่ครู รับชาวต่างชาติที่เป็นนักท่องเที่ยวมาสอนภาษา เป็นต้น” นายสมพงษ์ กล่าว

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในขณะนี้ ตนเห็นว่านางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. เอาจริงเอาจริงในการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ตนอยากให้นางกนกวรรณ แก้ไขปัญหาเรื่องการจัดการเรียนการสอนที่ไม่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยด้วย ไม่ใช่แก้ไขปัญหาโดยไล่ครูออกเท่านั้น แต่ต้องแก้กันที่ต้นทางว่ารูปแบบการจัดการศึกษาที่ดีสำหรับเด็กปฐมวัยควรเป็นอย่างไร ส่วนแนวทางการแก้ไข ตนมองว่าผู้ปกครองควรพาเด็กออกจากสิ่งแวดล้อมเดิม และหาโรงเรียนให้เด็กใหม่ พาเด็กไปพบจิตแพทย์ พ่อแม่ต้องใกล้ชิดลูกให้ความรักดูแลเอาใจใส่มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือต้องยกเลิกสอบเข้าระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนทุกสังกัด เพราะถ้าไม่เลิกสอบจะทำให้ผู้ปกครองผลักดันเด็กให้เรียนเพื่อสอบเท่านั้น

“ผมหวังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะไม่เป็นเหมือนไฟไหม้ฟางอีกต่อไป ศธ.ควรพิจารณาไตร่ตรองและสังคายนาอย่างจริงจังเสียที ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาเหมือนซ้ำอีก”นายสมพงษ์ กล่าว