เครือข่ายภาคีสร้างสุขภาวะเด็ก ยื่น 12 ข้อแนะ ศธ.แก้ปัญหาละเมิดเด็กปฐมวัย
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายภาคีสร้างสุขภาวะเด็ก มอบข้อสนอแนะชิงนโยบายเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาการละเมิดในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ต่อนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย
น.ส.ณัฐยา กล่าวว่า ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างยั่งยืน ดังนี้ 1.เสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) ให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องประกาศตนเป็นพื้นที่ปลอดพฤติกรรมรุนแรงต่อเด็ก ด้วยกาย วาจา อารมณ์ และแสดงมาตรการใการดำเนินงานให้สอดคล้อง ตลอดจนกำหนดแนวทางติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ 2.กำหนดมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ดีโดยให้ผู้รับใบอนุญาต ผู้บริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และครู จะต้องผ่านกรอบรมหลักสูตรที่สำคัญจำเป็นต่อการเป็นผู้กำหนดทิศทางการศึกษาของโรงเรียนให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์และปลอดภัย 3.กำหนดมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ดีด้านความรับผิดชอบในความปลอดภัยทั้งทางกายและใจ รวมถึงสิทธิของเด็กโดยจะต้องรวมอยู่ในกระบวนการประเมินสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและหากขาดความรับผิดชอบจะต้องมีผลต่อการเป็นผู้รับใบอนุญาต 4.ส่งสริมให้มีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์และมีผู้รับผิดชอบติดตามภายในเวลาที่กำหนด โดยครอบคลุมถึงช่องทางร้องทุกข์ทางดิจิทัลเพื่อให้ผู้ถูกละเมิดเข้าถึงความช่วยเหลือทันท่วงที และ 5.ส่งสริมให้มีระบบฐานข้อมูลเพื่อตรวจสอบประวัติของบุคลากรทางการศึกษาและผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ และเปิดสิทธิให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถสืบคันตรวจสอบได้
น.ส.ณัฐยา กล่าวต่อว่า ข้อเสนอเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัยสำหรับเด็กปฐมวัย ได้แก่ 1.จัดทำนโยบายระดับชาติด้านการจัดการศึกษาปฐมวัยที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามธรรมชาติของเด็ก คำนึงถึงเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และยึดหลักการการศึกษาที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย 2.ยกเลิกการสอบแข่งขันเข้าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และการทดสอบการอ่าน (Reading Test) ควรมุ่งน้นการจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่เหมาะสมกับพัฒนาการเน้นเรียนรู้ผ่นการเล่นอิสระ 3.กำหนดมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์และสื่อออนไลน์เพื่อสร้างเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ปฐมวัย 4.ส่งเสริมหลักการและปรัชญาของการพัฒนาเด็กปฐมวัย ที่มุ่งให้เด็กเป็นผู้ขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้วยตนเอง 5.ส่งเสริมให้ผู้ดูแลเด็กปฐมวัยและครูอาจารย์ได้รับการฝีกอบรมหลักสูตรส่งเสริมทักษะอารมณ์และสังคม และนำไปใช้อย่างจริงจังในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย 6.ส่งเสริมการพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของครอบครัวในการพัฒนาเด็กปฐมวัยร่วมกับครูอาจารย์ และกำหนดให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีหน้าที่ให้ความรู้เรื่องพัฒนาการเด็กอย่างถูกต้องแก่ผู้ปกครองเพื่อทำงานไปในทิศทางเดียวกัน และ7. สนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นจัดพื้นที่เรียนรู้ผ่านการเล่นอิสระและสร้างสรรค์ สำหรับเด็กและครอบครัว ได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ
“ขอให้คณะกรรมการนโยบยการพัฒนาเด็กปฐมวัยเสนอต่อ ครม. ให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัประกาศตนป็นพื้นที่ปลอดพฤติกรมรุแรงต่อเด็ก ด้วยกาย วาจา อารมณ์ ตลอดจนกำหนดแนวทางติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ และประกาศหลักการสำคัญของการจัดการศึกษาปฐมวัยที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามธรรมชาติของเด็ก คำนึงถึงเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และยึดหลักการศึกษาที่เหมาะสมวัย คือการรักษาความเป็นธรรมชาติของเด็กไว้ พิจารณาตัดคำว่า “โรงเรียน” ออกจากอนุบาลเพระสร้างความเข้าใจผิดว่าเด็กต้องอ่านออกเขียนได้ ควรใช้คำว่าอนุบาลซึ่งหมายความว่า ตามเลี้ยงดู ตามระวังรักษา” นางสาวณัฐยา กล่าว
ด้านนายณัฏฐพล กล่าวว่า ทุกเรื่องที่เป็นปัญหา ศธ. ต้องเข้มข้นการตรวจสอบในการวางมาตรฐานให้ดีขึ้น ทั้งนี้ ศธ.มีความตั้งใจทำดีที่สุดอยู่แล้ว แต่เมื่อถึงการปฏิบัติจริงอาจจะมีคนไม่เข้าใจจึงเกิดปัญหาขึ้น ศธ.ต้องนำเรื่องที่เป็นปัญหามาพิจารณาดูว่าทำไมถึงมีช่องโหว่และทำไมปัญหาถึงเกิดขึ้น ซึ่งการแก้ไขในระยะยาว ศธ.จะเข้มงวดในเรื่องเหล่านี้ขึ้นแน่นอน
“เด็กปฐมวัย เป็นวัยที่ ศธ.ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาในอนาคต ดังนั้น ศธ.ต้องปรับความเข้าใจกับสถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงการจัดการศึกษาปฐมวัย การจัดการหลักสูตรให้เข้ากับเด็ก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต ครูปฐมวัย ต้องมีการอบรมที่เข้นข้นเพื่อดูแลเด็กให้ดียิ่งขึ้น ผมได้หารือกับมหาวิทยาลัยที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กปฐมวัย มาจัดอบรมครูแล้ว” นายณัฏฐพล กล่าว

