คาดเข้ามหา’ลัยผ่านทีแคสแค่ 1.8 แสน ชี้ ม.หืดจับ-นักศึกษาน้อย-งบลดฮวบ

26.10.20 | 10:24 น.

คาดเข้ามหา’ลัยผ่านทีแคสแค่ 1.8 แสน ชี้ ม.หืดจับ-นักศึกษาน้อย-งบลดฮวบ

ทีแคส – เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศ (ทปอ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม ทปอ.ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการรับนิสิตนักศึกษาในระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส ปีการศึกษา 2564 ซึ่งเริ่มต้นกระบวนการแล้ว โดยทุกมหาวิทยาลัยยืนยันว่ามีความพร้อม อย่างไรก็ตาม ทุกมหาวิทยาลัยแสดงความห่วงใย ว่าจำนวนนักเรียนที่จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยจะยิ่งลดลงน้อยเรื่อยๆ โดยคาดว่าปีการศึกษา 2564 มีนักเรียนชั้น ม.6 เข้าเรียนระดับอุดมศึกษาผ่านระบบทีแคส ไม่เกิน 180,000 คน รวมเด็กซิลแล้วคงไม่เกิน 250,000 คน ถือเป็นเรื่องเหนื่อยยากของมหาวิทยาลัยในการบริหารจัดการ และตั้งแต่มีระบบทีแคส ทปอ.ได้ส่งต่อข้อมูลการรับนิสิตนักศึกษาทั้งภาพรวม ทั้งรายคณะวิชา ว่าสาขาวิชาใดมีคนเรียนมาก หรือมีแนวโน้มผู้เรียนลดลง ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยจะใช้ข้อมูลนี้ไปรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตนเองได้

นายสุชัชวีร์กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้หารือเรื่องการปรับตัวของมหาวิทยาลัย โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้แบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก กลุ่มการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม กลุ่มพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ กลุ่มศาสนา และกลุ่มส่งเสริมการผนึกวิชาชีพชั้นสูง ซึ่งที่ประชุมได้หารือกันถึงเรื่องการจัดกลุ่มมหาวิทยาลัยดังกล่าว เห็นว่าการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยควรยืดหยุ่น แม้จะมีการแบ่งกลุ่มแล้ว แต่มหาวิทยาลัยอาจมีอาจารย์ หรือสาขาวิชาที่เก่งด้านอื่นๆ หรือประชาชนในพื้นที่ที่มหาวิทยาลัยดูแล ต้องการให้มหาวิทยาลัยกลุ่มอื่นๆ เข้าไปช่วยสนับสนุน ก็น่าจะทำได้ โดยสร้างเครือข่ายระหว่างกัน จะยิ่งทำให้มหาวิทยาลัยพัฒนาได้อย่างรอบด้าน และร่วมมือกันและกันได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น

“นอกจากนี้ ที่ประชุมได้คัดเลือกประธาน ทปอ.คนใหม่แทนผมที่จะหมดวาระในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ โดยที่ประชุมได้เลือกนายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธาน ทปอ.คนใหม่ ดำรงตำแหน่งวันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 2 ปี” นายสุชัชวีร์ กล่าว

นายสุชัชวรีกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันมีเด็กเข้าเรียนน้อย ทำให้มหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณน้อยลง มหาวิทยาลัยจึงเหนื่อยกับเรื่องนี้มาก เพราะเมื่อไม่มีนักศึกษามาเรียน อาจารย์ดีๆ ก็ไม่อยากสอน หากมีนักศึกษาเรียนน้อย บางครั้งต้องยุบ ควบรวมสาขาวิชาต่างๆ ซึ่งกลายเป็นปัญหาภายในมหาวิทยาลัยในเวลาต่อมา และเมื่อได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ก็ทำให้มหาวิทยาลัยมีปัญหาเรื่องการจัดการ เช่น ห้องเรียนไม่พอสอน เพราะต้องรักษามาตรการเว้นระยะห่าง เป็นต้น

“ยอมรับว่ามหาวิทยาลัยรัฐมีปัญหาเรื่องเงินอย่างมาก และเมื่อมีปัญหาด้านการเมืองเข้ามาด้วย กลายเป็นปัญหาที่มะมะรุมมะตุ้มไปอีก ผมมองว่ามหาวิทยาลัยในเวลานี้เหนื่อยกว่าเดิมมาก และหากมหาวิทยาลัยไทยอ่อนแอ ทุกคนลำบาก เพราะบางคนอาจต้องเก็บเงินทั้งชีวิตส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ซึ่งค่าจ่ายสูงมาก ทางออกเรื่องนี้หวังว่ารัฐบาล ผู้นำประเทศ และ อว.จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องเหล่านี้” นายสุชัชวีร์ กล่าว

Advertisement

นายสุชัชวีร์กล่าวต่อว่า อยากให้มหาวิทยาลัยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เพราะขณะนี้อาจารย์รับภาระงานที่หนัก และเหนื่อย จะจูงใจให้ใครเข้ามาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยก็ยากเต็มทนเพราะได้รับค่าแรงที่ต่ำ จึงอยากให้ทุกฝ่ายเห็นใจและเข้าในอาจารย์มหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้น และอยากให้รัฐสนับสนุนงบประมาณให้อาจารย์มหาวิทยาลัยมากขึ้น เพื่อปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอน แม้ขณะนี้รัฐจะสนับสนุนงบประมาณมาให้มหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก