‘ณัฏฐพล’ จี้วิทยาลัยอาชีวะ หาจุดเด่นให้เจอ ชี้ต้องกล้ายุบบางสาขา อย่าห่วงเงินอุดหนุนรายหัวลด

2.11.20 | 16:43 น.

‘ณัฏฐพล’ จี้วิทยาลัยอาชีวะ หาจุดเด่นให้เจอ ชี้ต้องกล้ายุบบางสาขา อย่าห่วงเงินอุดหนุนรายหัวลด

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการมอบนโยบายการจัดการศึกษาแก่ผู้บริหาร ครู บุคลากรและเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน ในการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล และการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เรื่องสำคัญของประเทศในขณะนี้คือ การขับเคลื่อนอาชีวศึกษา เพราะประเทศนั้นจะขับเคลื่อนต่อไปได้ต้องผลักดันให้อาชีวะเข็มแข็ง ในขณะเดียวการเรียนในสายสามัญก็ทิ้งไม่ได้ ต้องพัฒนาควบคู่กันไปด้วย เราต้องการยกระดับรายได้ของจังหวัด ยกระดับอาชีพ ด้วยการจัดการศึกษา เพราะถ้าไม่ทำ ไม่เตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียน ก็จะไม่สามารถยกระดับรายได้ของจังหวัดได้ อย่างเช่น จ.ภูเก็ต พบว่า 97% ของรายได้ในจังหวัด คือ การท่องเที่ยว ดังนั้น การพัฒนาการศึกษาต่อไปนี้ ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะรัฐ เอกชน ต้องเข้าใจและทำงานให้เป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อยกระดับการศึกษาให้ได้ ตนขอฝากทุกคนที่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา มาช่วยพัฒนาการศึกษาเพื่อยกระดับรายได้ของจังหวัด โดยอาจจะนำจ.ภูเก็ตมาเป็นโมเดลในการพัฒนายกระดับการศึกษาของต่อไป

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า นโยบายการศึกษายกกำลังสอง ที่ตนผลักดันนั้น คือการให้ทุกหน่วยงานทำงานตนโดยต้องทำเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำกับตนว่า ขอให้ทำเป็นการศึกษายกกำลังสิบเลยได้หรือไม่ เร่งพัฒนาการศึกษาได้หรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีให้ความหวังกับการศึกษาอย่างมาก ซึ่งวันนี้เราเห็นปัญหาหลายอย่าง แต่ไม่สามารถเตรียมความพร้อมเพื่อขับเคลื่อนประเทศได้ อย่างในปัจจุบัน เด็กเราขาดความพร้อม ไม่กล้าแสดงออก ดังนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษาให้เด็ก คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องค่อยๆปรับและสอนให้เด็กมีความมั่นใจในการแสดงออก สร้างพื้นฐานจิตใจให้เด็ก เพื่อให้เด็กมีความพร้อมด้านจิตใจ และมีความพร้อมในการเรียนต่อไป

“จากที่ผมลงพื้นที่ตามโรงเรียนต่างๆ พบว่าอาชีพในอนาคตที่เด็กทุกคนอยากทำคือมุ่งเข้าสู่สายอาชีพแทบทั้งหมด ซึ่งผมมองว่าประเทศเรามีศักยภาพในการสร้างสายอาชีพในระดับโลก แต่ทุกวิทยาลัยอาชีวะต้องหาจุดเด่นของตนให้เจอ และต้องกล้าที่จะตัดบางสาขาที่ไม่ตรงกับจุดเด่นของตน หรือยุบบางสาขาที่ในอานาคตเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนได้ เช่น สาขาบัญชี เป็นต้น ผมเข้าใจว่าแต่ละวิทยาลัยต้องการให้มีผู้เรียนจำนวนมาก เพราะอาจจะกังวลเรื่องการรับเงินอุดหนุนรายหัว ซึ่งผมมายืนยันว่าหากทุกจังหวัดมีโจทย์ชัดเจนว่าต้องการพัฒนาตนเองไปในทิศทางไหน เป็นหน้าที่ของผู้บริหาร ศธ.ต้องหางบประมาณมาช่วยสร้างความเป็นเลิศให้ทุกวิทยาลัยได้ โดยไม่ต้องคำนึงงบอุดหนุนรายหัว เพื่อให้วิทยาลัยไปพัฒนาตนเองต่อไป ดังนั้นทุกแห่งต้องกล้าที่จะเปลี่ยน ต้องร่วมกันคิด หากลงมือทำจริง ภายใน 1-2 เดือน ก็สามารถเห็นภาพแล้วว่าเราจะพัฒนาวิทยาลัยในพื้นที่อย่างไร ทั้งนี้ขอฝากให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และศึกษาธิการภาค (ศธภ.) เข้ามาช่วยดูแลในการจัดการศึกษา ตามหาจุดเด่น และความถนัดของแต่ละวิทยาลัยด้วย ทั้งนี้วิทยาลัยอาชีวะไม่จำเป็นต้องเปิดสอนถึงระดับปริญญาตรี เพราะบางแห่งอาจไม่มีความถนัด และครูไม่มีความพร้อม ควรปล่อยให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นผู้จัดการเรียนการสอนเหล่านี้” นายณัฏฐพล กล่าว

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า เช่นเดียว กับหลักสูตร ที่ทุกจังหวัดต้องมาพูดคุยกันว่าในจังหวัดของตนมีจุดแข็งอะไร และมาพัฒนาหลักสูตรของตน เพราะการศึกษาไทยสามารถแก้ไขปัญหาได้ภายในประเทศของเรา แต่ต้องหาจุดเด่นของตนให้เจอ แต่เราต้องร่วมกันทำ และตนอยากให้สายสามัญ และสายอาชีพมาร่วมกันจัดการศึกษา แต่ต้องเน้นสายอาชีพมากขึ้น โดยการลงทุนเรื่องเครื่องมือเพื่อให้เด็กมีความชอบและอยากเข้ามาเรียนมากขึ้น ส่วนสายสามัญจะไม่ทิ้ง ควรพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ ให้เป็นโรงเรียนมัธยมดีสี่มุม หากทุกจังหวัดสามารถทำได้ จะเป็นการพัฒนาการศึกษาได้ทั้งระบบ ส่วนการพัฒนาภาษาอังกฤษให้เด็กอาชีวะนั้น อาจจะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย แบะเมื่อตนมาดูการสอนภาษาอังฤษในภาพรวมของประเทศ พบว่าระดับปฐมวัยอาจจะต้องเข้มข้นด้านภาษาอังหษเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้หาก สพฐ.สามารถควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กได้ จะสามารถจัดสรรครูภาษาอังกฤษให้กับโรงเรียนได้

Advertisement