‘สุภัทร จำปาทอง’ เดินหน้า ‘การศึกษายกกำลัง 2’
หมายเหตุ… นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” ถึงทิศทางการทำงาน ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติโยกย้ายจากตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เข้ารับตำแหน่งปลัด ศธ.อย่างเป็นทางการ
๐ รู้ตัวก่อนหรือไม่ว่าจะถูกโยกจากเลขาธิการ สกศ.มาเป็นปลัด ศธ.และเตรียมตัวในตำแหน่งนี้อย่างไร?
“ทราบเมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้ง ส่วนการทำงานนั้น ไม่ต้องเตรียมตัวอะไร เมื่อได้รับหน้าที่ปลัด ศธ.ผมก็พร้อมที่จะทำงาน แม้จะยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไร แต่ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติในฐานะข้าราชการ และผมก็อยู่ใน ศธ.มาตลอดชีวิต จึงเข้าใจธรรมชาติการทำงาน และรู้ว่าสิ่งที่ควรจะทำนั้นคืออะไร”
๐ รู้สึกกดดันหรือไม่?
“ไม่ครับ เพราะถือเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ และผมอยู่ ศธ.มาตั้งแต่ปี 2513 หรือตั้งแต่อายุ 8 ปี ศธ.คือบ้านผม”
๐ งานสำคัญที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ฝากขับเคลื่อน?
“มีหลายเรื่อง แต่ขณะนี้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กำลังขับเคลื่อนนโยบายการศึกษายกกำลังสอง ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ ผมดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สกศ.ได้พูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ในเรื่องการพัฒนาการศึกษาเรื่องต่างๆ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษายกกำลังสอง คือการจัดทำแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ที่มีทั้งหมด 7 ด้าน 29 เรื่องย่อย ซึ่งใน 29 เรื่องย่อย จะแบ่งเป็น 7 กลุ่ม คือ การปรับระบบการเรียนรู้ของผู้เรียน การดูแลเด็กปฐมวัย การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การผลิตคัดกรองและพัฒนาครู การปฏิรูประบบการเรียนรู้และพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 การปรับโครงสร้างในกระทรวงศึกษาธิการ และข้อมูลสาระสนเทศทั้งหมด เพื่อวางแผนจัดการศึกษาและจัดการกำลังคน
สำหรับการศึกษายกกำลังสอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เน้นการเปลี่ยนแปลง คือผู้เรียนต้องเปลี่ยน สถานศึกษาต้องเปลี่ยน โรงเรียนอาจจะต้องเป็นแหล่งที่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ ไม่ใช่เป็นแหล่งเรียนรู้เพียงอย่างเดียว และครูต้องเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยในการสอนมากขึ้น
นอกจากนี้ ผมมีเรื่องที่รับปากรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ไว้ว่าจะขับเคลื่อน 4 เรื่อง คือ 1.การจัดทำคลังข้อสอบ จะหารือสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เพื่อจัดทำคลังข้อสอบทั้งระบบ โดยรวบรวมข้อสอบต่างๆ เช่น การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต เป็นต้น เพื่อทำเป็นระบบการสอบที่สามารถเข้ามาสอบได้ต่อเนื่อง ซึ่งผู้เรียนสามารถเข้ามาพัฒนาตนเองได้ และเร็วๆ นี้ ผมจะเชิญ ดร.ศิริดา บุรชาติ ผู้อำนวยการ สทศ.มาหารือถึงโอกาสในการจัดทำคลังข้อสอบต่อไป
2.การผลิตครูระบบปิด เพื่อคัดคนเก่งเข้ามาเป็นครู โดยการผลิตครูระบบปิดในปัจจุบันคือ ผลิตผ่านโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดงานอยู่
3.การจัดทำระบบธนาคารหน่วยกิต หรือเครดิตแบงก์ ในระดับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเครดิตแบงก์ คือการที่ผู้เรียนสามารถเรียนที่ไหนก็ได้ แล้วเก็บหน่วยกิตไว้ ทั้งนี้ ในปัจจุบันคงไม่สามารถจัดทำเครดิตแบงก์ระหว่างโรงเรียนทุกแห่งได้ เพราะคุณภาพโรงเรียนต่างกัน แต่เบื้องต้นวางแผนไว้ว่านักเรียนอาจจะเรียนข้ามโรงเรียนได้ เช่น โรงเรียนในกรุงเทพฯ ที่เก่งด้านภาษา มีวิชาเลือกเป็นภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น เมื่อนักเรียนที่อยู่โรงเรียนในต่างจังหวัด ต้องการเรียนวิชาเหล่านี้ แต่ไม่มีครูสอน โรงเรียนในต่างจังหวัดอาจจะดึงวิชาจากโรงเรียนในกรุงเทพฯ ที่เปิดสอน โดยจัดตารางสอนให้ตรงกัน และนักเรียนเรียนผ่านออนไลน์ ส่วนการประเมินอาจจะต้องใช้วิธีที่แตกต่างกัน เป็นต้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือนักเรียนจะได้เรียนวิชาที่อยากจะเรียนกับครูเก่งๆ
และ 4.การพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศการอาชีวศึกษา หรือ Excellent Center ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ไม่อยากเห็นการขยับตัวของอาชีวะเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ คือต้องไม่ขยายตัวไปทุกเรื่อง ถ้าวิทยาลัยเก่งด้านไหน ให้พัฒนาด้านนั้น เช่น ถ้าวิทยาลัยใดเก่งวิศกรรมศาสตร์ เก่งระบบราง และระบบยานยนต์ ก็พัฒนาสาขาวิชานั้นไป ด้านอื่นๆ เช่น ด้านการตลาด ด้านการบริหารธุรกิจ ก็ขยับให้วิทยาลัยใกล้เคียงไปเปิดสอนได้หรือไม่ เป็นต้น
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ต้องการจูงใจให้คนเข้ามาเรียนในโรงเรียนดีๆ เก่งๆ คือโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง ซึ่งเป็นการสร้างโรงเรียนดี มีคุณภาพ กระจายตามจังหวัดต่างๆ เพื่อดึงดูดนักเรียนเข้ามาเรียน ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้จะถูกทุ่มทรัพยากร ทุ่มบุคลากร และมีกระบวนการคัดเลือกเด็กที่ดี เพื่อดึงเด็กเก่งเข้ามาเรียน แต่อาจจะทำให้โรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่รอบๆ ถูกดูดเข้ามาร่วมในโรงเรียนขนาดใหญ่ แม้ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กหายไป แต่ค่าใช้จ่ายของโรงเรียนเล็กจะถูกนำเข้ามาให้โรงเรียนขนาดใหญ่ในการพัฒนาต่อไป”
๐ จะผลักดันกฎหมายการศึกษาที่ยังค้างอยู่อย่างไรบ้าง?
“ทุกหน่วยงานต่างมีกฎหมายของตนเองอยู่ ขณะนี้ผมให้สำนักนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ไปดูกฎหมายทั้งหมดของ ศธ.แบ่งเป็น 2 รูปแบบด้วยกัน คือ กฎหมายที่ต้องแก้ทุก 5 ปี ซึ่งสำนักนิติการจะต้องวิเคราะห์ว่ามีกฎหมายใดที่ต้องปรับแก้ และมีกฎหมายใดบ้างที่ต้องเขียนใหม่ เช่น ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … และร่าง พ.ร.บ.การศึกษาตลอดชีวิต พ.ศ. … ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ สมัยที่ผมเป็นเลขาธิการ สกศ.รัฐมนตรีว่าการ ศธ.สั่งการให้ สกศ.ไปศึกษาดูว่ากฎหมายทั้ง 2 ฉบับนั้น จะทำให้สอดคล้องกันอย่างไร การจัดการศึกษาในภาวะวิกฤตควรทำอย่างไร และจะทำอย่างไรที่จะสนับสนุนอาชีวศึกษาให้มากขึ้น
ส่วนการดำเนินงานต่อไป จะจัดประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … และ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาตลอดชีวิต พ.ศ. … ที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ต่อมาจะรวบรวมข้อมูล และคาดว่าจะสรุปเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษา (กกส.) ให้ความเห็นภายในเดือนพฤศจิกายน และเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณาต่อไป”
๐ มีนโยบายในการจัดการปัญหาทุจริตอย่างไร?
“สำหรับผมการทุจริตมีไม่ได้ ผมเป็นคนทำงาน และผมไม่เห็นด้วยกับการทุจริต ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม แต่ถ้ามีการทำงานผิดพลาด และเกิดความเสียหาย ผมเข้าใจได้ วิธีคิดของผมคือถ้าเราตั้งใจทำงานให้เต็มที่ และตั้งเป้าให้ดี ต่อให้ทำงานพลาด ก็ไม่เกิดความเสียหายอะไรมาก อย่างมากคือทำให้เราเสียเวลา แต่ถ้าคุณทำงานตามแผน ตามมาตรฐาน ตามระเบียบที่มี จะเป็นไปได้ยากที่จะมีการทุจริตเกิดขึ้น”
๐ ตั้งแต่รับตำแหน่งปลัด ศธ.รับมือม็อบนักเรียน นักศึกษา มากี่ม็อบแล้ว?
“ประมาณ 5-6 ม็อบ ผมไม่ถือว่าเป็นการรับมือม็อบนักเรียน นักศึกษา แต่เป็นการรับฟัง เราพร้อมจะรับฟัง และทุกคนต้องรับฟังสิ่งที่เราพยายามจะนำเสนอเช่นเดียวกัน ทุกคนไม่จำเป็นต้องเจอกันตรงกลาง แต่สามารถมาเจอในจุดที่ทุกคนสามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้ นักเรียนที่มาร้องเรียน จะเรียกร้องในประเด็นหลักๆ เช่น ทรงผม เครื่องแบบนักเรียน ไม่ใช้ความรุนแรงในสถานศึกษา แก้กฎระเบียบล้าหลัง และปรับหลักสูตรให้ทันสมัย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนของนักเรียน นักศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ที่มีนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นประธาน ซึ่งถือเป็นคนกลางที่จะเข้ามาในการแก้ไขปัญหา”
๐ ปลัด ศธ.ถือเป็นตำแหน่งที่ทำงานหนักหรือไม่ มีวิธีรับมือกับปัญหาอย่างไร?
“ถือเป็นงานไม่หนัก เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ นี่ยังไม่หนักมาก ตอนที่ผมดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) งานเยอะมากกว่านี้ เพียงแต่ว่างานทุกงานมีจุดที่ทำให้เราต้องไปตรวจสอบแก้ไข ถ้าเราให้เวลากับมัน
๐ มีวิธีคลายเครียดอย่างไร?
“หากเครียดก็มีวิธีผ่อนคลาย คือการนอน”

