หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา ครูน้อยครวญทำ...

ครูน้อยครวญทำตามคำสั่งผู้ใหญ่ หลัง ป.ป.ช.ฟันคดี ‘สนามฟุตซอล’

3.12.20 | 10:12 น.

ครูน้อยครวญทำตามคำสั่งผู้ใหญ่ หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลผิดวินัยร้ายแรงคดี ‘สนามฟุตซอล’ เลขาฯ กพฐ.ส่งข้อมูลใหม่ให้ ‘สอบ-ทบทวน’ อีกรอบ

สนามฟุตซอล – นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ส่งรายละเอียดหลักฐานการจัดซื้อจัดจ้าง กรณีทุจริตโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 18 จังหวัด จำนวน 385 โรงเรียน ให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาอีกครั้ง เนื่องจากครูที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลผิดวินัยร้ายแรงจากการจัดซื้อจัดจ้างงบประมาณดำเนินการโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล กว่า 60 ราย ได้ร้องขอความเป็นธรรม ขอให้เสนอข้อมูลใหม่ ทาง สพฐ.จึงได้ส่งข้อมูลดังกล่าวให้ ป.ป.ช.เพื่อให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ และทบทวนดูว่า จะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง ตรงนี้ถือว่า สพฐ.ได้ทำหน้าที่ในฐานะตัวกลาง เพื่อดูแลความเป็นธรรมให้ครูที่ได้รับผลกระทบอย่างดีที่สุด

“ยอมรับว่าเป็นคดีที่ค่อนข้างหนักใจ เพราะเป็นปัญหาที่กระทบคนส่วนใหญ่ เฉพาะที่ จ.นครราชสีมา ที่ร้องขอความเป็นธรรมมากกว่า 60 คน คดีนี้ สพฐ.เองไม่มีบทบาทในการไปสืบข้อเท็จจริง หรือสอบสวนอะไร เพราะเป็นเรื่องของ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง สพฐ.มีหน้าที่รับ และดำเนินการตาม ผมเองเข้าใจ เพราะครูที่ร้องมา บอกว่าเป็นครูน้อย ต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ซึ่งกระบวนการสอบสวนของ ป.ป.ช.ทาง สพฐ.เองก็ไม่ทราบรายละเอียด เพราะเป็นเพียงผู้ปฏิบัติ” นายอัมพร กล่าว

นายอัมพรกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม สพฐ.จะพยายามดูแลครูที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ให้ได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด การเรียกร้องความเป็นธรรมสามารถทำได้หลายช่องทาง หากครูมั่นใจว่าตัวเองมีความบริสุทธิ์ ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการทุจริต ก็สามารถร้องขอความเป็นธรรมจากศาลปกครอง หรือศาลอาญา ที่ต้องสู้คดีเพื่อพิทักษ์คุณธรรม ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนการดูแลปัญหาทุจริตอื่นๆ ที่เกิดขึ้นภายใน สพฐ.นั้น ต้องเป็นไปตามกระบวนการเช่นเดียวกัน รวมถึง ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการทุกอย่างตามกรอบระเบียบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีทุจริตจัดสรรงบก่อสร้างสนามฟุตซอลโรงเรียนในพื้นที่เขตการศึกษาที่ 2 จ.นครราชสีมา นั้น ตามสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.ระบุผู้ถูกกล่าวหา ประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการระดับสูง ครู และกลุ่มเอกชน มีพฤติการณ์ร่วมกันทุจริตเชิงนโยบาย และเป็นตัวการร่วมกันในลักษณะการแบ่งหน้าที่กันทำ ตามบทบาทตามหน้าที่ และอำนาจที่แต่ละคนมี และเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการกระทำความผิด โดยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และเอกชนร่วมดำเนินการอย่างเป็นระบบ และเป็นกระบวนการโดยทุจริต เริ่มจากขั้นตอนการจัดสรรงบรายจ่ายงบประมาณปี 2555 (งบแปรญัตติ) ให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ใน จ.นครราชสีมา และจังหวัดอื่น รวม 18 จังหวัด วงเงินงบ 4,459,420,000 บาท ใน 2 โครงการหลัก 1 ในนั้นคือโครงการก่อสร้างสนามกีฬาฟุตซอล รวมถึง มีการวางแผนทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอีกหลายประการ เพื่อให้กลุ่มเอกชนที่เป็นพรรคพวกของตนเองได้เข้าเป็นคู่สัญญา และการก่อสร้างสนามกีฬาฟุตซอลไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริงตรงตามวัตถุประสงค์ โดยชี้มูลการกระทำผิดเป็น 7 สำนวน ส่งอัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งฟ้องไป 1 สำนวนส่วน ที่เหลืออยู่ระหว่างการพิจารณาของ อสส.

ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ที่มีนายณัฏฐพล ทีปสุรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เป็นประธาน ในการประชุมเดือนพฤษภาคม 2563 ได้พิจารณาเรื่องนี้ และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ไล่ออกนายชินภัทร ภูมิรัตน อดีตเลขาธิการ กพฐ.กรณีถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการทุจริตในการจัดสรรงบรายจ่ายประจำปี 2555 ให้ สพท.ใน จ.นครราชสีมา ในการจัดซื้อจัดจ้าง ปรับปรุงสนามกีฬาพร้อมอุปกรณ์ หรือสนามฟุตซอล

Advertisement