ดีเดย์แบ่งกลุ่มพัฒนาร.ร.เล็ก เพิ่มคุณภาพไม่ยุบ-ควบรวม ตั้งเป้าจังหวัดละ1กลุ่มในปี’64
นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมด้วยผู้บริหารของศธ. ได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อดำเนินการตามแผนการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้จังหวัดภูเก็ต เป็นโมเดลการดำเนินงานของทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าว เป็นการลงไปเก็บข้อมูลเชิงลึกเพื่อทำโมเดลการยกระดับคุณภาพการศึกษาของจังหวัด โดยการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความพร้อมให้เป็นโรงเรียนที่มีศักยภาพและคุณภาพมากขึ้น เพื่อดึงเด็กเข้ามาเรียน โดยไม่ได้มีเป้าหมายในการควบรวมหรือยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก แต่เป็นการพัฒนาโรงเรียนในกลุ่มด้วยการเพิ่มเติมทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ทั้ง ห้องเรียน ห้องแลป โรงยิม สระว่ายน้ำ เป็นต้น
ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก มีโรงเรียนที่สอนระดับประถมศึกษาประมาณ 40 กว่าโรงที่ต้องเข้าไปบริหารจัดการ โดยโรงเรียนใดที่จำเป็นต้องสแตนอโลนก็จะปล่อยให้อยู่ต่อไป ทั้งนี้จากข้อมูลที่ได้ เบื้องต้นสามารถจัดกลุ่มโรงเรียนได้แล้วประมาณ 4-5 กลุ่ม ซึ่งระยะทางระหว่างโรงเรียนในกลุ่มจะห่างกันประมาณ 2- 6 กิโลเมตร ไกลสุดไม่เกิน 10 กิโลเมตร โดยหลักการของการบริหารจัดการ คือ จะมีการเติมทรัพยากรลงไปที่โรงเรียนที่ถูกเลือกให้เป็นโรงเรียนแม่เหล็ก เมื่อโรงเรียนแม่เหล็กมีความพร้อมมีศักยภาพและคุณภาพมากขึ้น เด็ก ๆ ก็จะเข้าไปเรียนเพิ่มขึ้น โดยไม่บังคับว่าต้องย้ายไป ขณะที่โรงเรียนอื่น ๆ เมื่อไม่มีเด็กก็จะฝ่อไปโดยปริยาย ซึ่งแนวทางนี้อาจจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ส่วนโรงเรียนเมื่อไม่มีเด็กแล้วก็มีข้อเสนอในการใช้ประโยชน์ เช่น ปรับปรุงให้เป็นบ้านพักครู หรือเป็นศูนย์สำหรับดูแลผู้สูงอายุ หรือ ศูนย์การเรียนของ สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นต้น
“ในการหารือได้มีการพูดถึงการดูแลเรื่องการเดินทางของนักเรียน เรื่องนี้ผมได้ประสานกับทาง ขสมก.เพื่อขอรถเมล์ปรับอากาศที่ปลดระวางแล้วมาให้ทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ช่วยปรับปรุง ซ่อมแซม สำหรับนำมาใช้รับส่งนักเรียน เบื้องต้นทราบว่า ขสมก.กำลังจะปลดระวางรถเมล์ที่อายุประมาณ 20 ปี จำนวนกว่า 800 คัน ผมจึงขอมาทดลองนำร่องก่อน 5 คัน ทั้งนี้เป้าหมายการบริหารจัดการโรงเรียนจะต้องเริ่มให้ได้ภายในปีการศึกษา 2564 โดยจะพยายามให้ได้อย่างน้อยจังหวัดละ 1 กลุ่ม ซึ่งในวันที่ 13 ธันวาคม นี้จะเชิญศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) หรือรองศธจ.ทุกจังหวัดมาหารือ เพื่อให้โจทย์กลับไปเตรียมข้อมูลโรงเรียนของแต่ละจังหวัดและเริ่มวางแผนดำเนินการทันที”นายสุภัทรกล่าว

