จวกเละ ‘สพฐ.’ บริหารโอเน็ตพลาด จี้ ‘เสมา1’ รอบคอบก่อนสั่งโละทั้งระบบ

17.12.20 | 14:28 น.

จวกเละ ‘สพฐ.’ บริหารโอเน็ตพลาด จี้ ‘เสมา1’ รอบคอบก่อนสั่งโละทั้งระบบ

จวกเละ ‘สพฐ.’ บริหารโอเน็ตพลาด โยนบาปสทศ.-ประเมินตามกฎหมาย จี้’ เสมา1′ รอบคอบก่อนสั่งโละทั้งระบบ

 นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (มร.นม.) ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ตามที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายให้ยกเลิกการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติชั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่6 และมัธยมศึกษาปีทื่ 3 ในปี2564 ส่วนม.6ให้คงไว้เนื่องจากต้องใช้เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการคัดเลือกเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยด้วยระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส นั้น ส่งผลให้สังคมเกิดความสับสน โดยเฉพาะนักเรียนชั้นม.6 ซึ่งในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สทศ. ยืนยันว่า ในปี2564 ยังมีการสอบโอเน็ตม.6 อย่างแน่นอน เพราะต้องนำคะแนนไปเป็นส่วนหนึ่งของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย  โดยขณะนี้ทาง สทศ.ได้ดำเนินการเรื่องข้อสอบและการบริหารการสอบ และทำข้อตกลงร่วมกับ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนปี 2565 ขอให้รอความชัดเจนจาก ทปอ.อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้สำหรับการสอบสอบโอเน็ต ม.6 ในปี 2564 สทศ.และ ทปอ.ได้ตกลงร่วมกันลดการสอบตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการศธ. โดยนำรายวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปและคณิตศาสตร์2 ซึ่งเดิมต้องสอบเป็น 9 วิชาสามัญ มาเป็นการสอบโอเน็ตแทน และมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของข้อสอบเน้นการคิดวิเคราะห์และการบูรณาการการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

นายอดิศร กล่าวต่อว่า ส่วนการยกเลิกสอบโอเน็ต ป.6 และ ม.3 ปี 2564 นั้นตนเข้าใจ เพราะรัฐมนตรีว่าการศธ. น่าจะรับรับทราบปัญหาเรื่องผลกระทบทางลบจากการสอบโอเน็ต อาทิ ครูต้องสอนพิเศษเพิ่มเติมหรือโรงเรียนต้องจัดหาติวเตอร์ติวเด็ก นักเรียนมีความเครียด ต้องเรียนกวดวิชา ผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งผลกระทบดังกล่าวนี้มันไม่ใช่ผลกระทบจากการสอบโอเน็ตแต่เป็นผลกระทบจากการบริหารการใช้ผลการสอบโอเน็ตที่ผิดพลาดของผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อาทิ การนำผลการทดสอบโอเน็ตไปใช้ประกอบในการโยกย้ายครูและผู้บริหารสถานศึกษา การพิจารณาความดีความชอบ การขอเลื่อนวิทยฐานะ ที่สำคัญคือการประกวดแข่งขันคะแนนโอเน็ตของเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียน ซึ่งหากมองมุมบวกก็แสดงให้เห็นว่า สพฐ.ก็มีความเชื่อมั่นในคะแนนการสอบโอเน็ตจึงได้นำคะแนนที่มีมาตรฐานมาใช้เป็นเกณฑ์ในการบริหารจัดการเรื่องต่างๆ ดังกล่าว แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาอีกมากมายจนทำให้มองว่า โอเน็ตคือปัญหา ทั้งๆที่ปัญหาจริงๆคือการบริหารการใช้ผลการสอบที่ผิดพลาดของ สพฐ.เอง

“การสอบโอเน็ตมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของนักเรียนและโรงเรียนตามหลักสูตร ซึ่งตามหลักสูตรที่ สพฐ.ใช้ในปัจจุบันเป็นหลักสูตรอิงมาตรฐาน ส่วนอนาคตหากมีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรเป็นแบบอื่น เช่น หลักสูตรอิงสมรรถนะ โอเน็ตก็ต้องปรับเช่นกัน สำหรับการนำผลการทดสอบไปใช้ให้ถูกต้องและเหมาะสม  นั้นสพฐ.ต้องนำผลการทดสอบโอเน็ตมาพิจารณาในภาพรวมว่า พื้นที่ใดคะแนนต่ำ จะเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างไร  ส่วนพื้นที่หรือโรงเรียนที่ได้คะแนนสูงจะมีระบบส่งเสริมสนับสนุนต่อไปอย่างไร ไม่ใช่มีแต่จะเร่งรัดเอาคะแนนสอบโอน็ตให้สูงขึ้นแต่เพียงอย่างเดียว การบริหารจัดการการนำผลการทดสอบโอเน็ตของ สพฐ.ทำแบบตื้นเขิน คิดแบบง่าย ๆ จึงเกิดปัญหามากมายไม่ยอมโทษตัวเองแต่กลับไปโทษการสอบบโอเน็ตให้เป็นแพะรับบาป สทศ. ซึ่งอำนาจตามกฎหมายในการจัดสอบ เป็นหน่วยงานที่เป็นกลางในการประเมินคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาของประเทศที่รัฐจัดสรรงบประมาณให้หลายแสนล้านบาท ว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่ ควรต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างไร และในประเทศที่พัฒนาแล้วล้วนแต่มีการจัดทดสอบระดับชาติเพื่อประเมินคุณภาพ ดังนั้นการตัดสินใจเรื่องการสอบหรือไม่สอบโอเน็ต รัฐมนตรีว่าการศธ. จึงต้องมีความรอบคอบ รับฟังข้อมูล พิจารณาทั้งผลกระทบทางบวก และทางลบ และสร้างความชัดเจนในเรื่องนี้โดยเร็ว

Advertisement