‘โควิดฯ-ม็อบ น.ร.’ แรงปีหนูไฟ กลบผลงาน ‘3 รมต.ศธ.’ มิด ลุ้นปีฉลู..สร้างปรากฎการณ์ใหม่
สมเป็นปี “หนูไฟ” จริงๆ เพราะปี 2563 กระทรวงการศึกษาธิการ (ศธ.) ร้อนแรงไม่แพ้ใคร โดยเฉพาะในช่วงปีที่ 2 กับการนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี ศธ.ของ ครูตั้น ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ., คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.แม้จะไม่มีผลงานโดนเด่น แต่ภาพรวมก็ไม่ถึงขั้น “สอบตก” เพราะมีหลากหลายวิกฤตเข้ามาทดสอบฝีมือตั้งแต่ต้นปี…
แม้ช่วงต้นปีมีข่าวลือว่า เสมา 1 นายณัฏฐพล จะถูกโยกไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ส่วนเสมา 2 คุณหญิงกัลยา จะถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่สุดท้ายขาเก้าอี้ของ 2 รัฐมนตรียังแข็งแรง ได้ไปต่อกับรัฐบาล บิ๊กตู่ 2/2 ส่วนเสมา 3 อย่าง ครูพี่โอ๊ะ กนกวรรณ นั้น รากฐานดูจะมั่นคงมากที่สุด ไม่มีชื่อว่าจะถูกปรับ หรือโยกไปอยู่ที่อื่น
สบายใจกันได้ไม่เท่าไหร่ ก็มีปัญหาเข้ามาให้แก้ไข ทั้งการแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 มาจนถึง “ม็อบนักเรียน” สารพัดกลุ่ม ที่ขยันยกขบวนมาตั้งแถวประท้วงหน้าวังจันทรเกษม เล่นเอาเจ้ากระทรวงอย่าง “ครูตั้น” ถึงขั้นกุมขมับ แต่ก็รับมือได้ค่อนข้างดี
เมื่อตัดสินใจเลื่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2563 ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ของโรงเรียนในสังกัด ศธ.จากเดิมภาคเรียนที่ 1 วันที่ 15 พฤษภาคม เป็นวันที่ 1 กรกฎาคม ปิดภาคเรียนที่ 1 วันที่ 14-30 พฤศจิกายน ส่วนภาคเรียนที่ 2 เปิดภาคเรียน วันที่ 1 ธันวาคม ปิดภาคเรียน วันที่ 10 เมษายน-16 พฤษภาคม โดยให้จัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ และระบบออนแอร์ หลังรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาด แม้เด็กจะได้รับการศึกษาไม่เต็มที่เท่าที่ควร แต่ก็ถือว่าช่วยให้ผู้ปกครองคลายความกังวลได้ไม่น้อย
กระทั่งมีการเสนอยกเลิก การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) เพราะการเรียนผ่านออนไลน์ ทำให้เด็กได้รับความรู้ไม่เต็มที่ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แต่ยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร ล่าสุดคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ยืนยันว่าโอเน็ตยังมีความจำเป็นในการวัดคุณภาพการจัดการศึกษาของประเทศ
สถานการณ์ระบาดของเชื้อโควิด-19 รอบแรกยังไม่ทันคลี่คลายดี กลุ่มนักเรียนที่ใช้ชื่อว่า “นักเรียนเลว” ก็เริ่มออกมาประท้วง ผูกโบขาว ชูสามนิ้ว หลังเคลื่อนไหวผ่านออนไลน์ และแสดงออกเชิงสัญญลักษณ์ เรียกร้องให้ปรับแก้ระเบียบหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เป็นปัญหา ทั้งยกเลิกระเบียบทรงผม ยกเลิกการแต่งเครื่องแบบนักเรียน ใส่ชุดไปรเวตไปโรงเรียน โละหลักสูตรที่ไม่ทันสมัย แก้ปัญหาครูลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุ ไปจนถึงเรื่องการเมือง ไล่นายณัฏฐพลพ้นเก้าอี้รัฐมนตรี ถึงขั้นวางโลงศพหน้าเสมาธรรมจักร ตราสัญลักษณ์ประจำ ศธ.ก็มีมาแล้ว
ข้อเรียกร้องของนักเรียนทั้งหมด ถูกรับมาพร้อมตั้ง คณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนของนักเรียน นักศึกษา ศธ. มี นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) เป็นประธาน มาสะสางข้อเรียกร้องต่างๆ กระทั่งเบื้องต้นได้ปรับแก้ระเบียบการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 โดยนักเรียนจะไว้ผมสั้น หรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวให้เป็นไปตามความเหมาะสม และรวบให้เรียบร้อย ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนความหลากหลายทางเพศ และไม่ให้มีปัญหาในทางปฏิบัติ ส่วนการดัดผม ย้อมสีผมให้ต่างไปจากเดิม ไว้หนวด หรือไว้เครา ยังคงเป็นข้อห้ามตามเดิม เพราะเห็นว่า อาจทำให้เสียสมาธิในการเรียน ส่วนการแต่งชุดไปรเวตมาเรียนนั้น เสมา 1 ยังเสียงแข็ง โดยให้เหตุผลในเรื่องความปลอดภัย และไม่อยากให้เกิดความเหลื่อมล้ำ…
ผลงานทั้งหมดที่ว่ามา เกิดขึ้นจากสถานการณ์ปัจจุบัน เน้นในเรื่องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หากลองไล่สแกนผลงานที่เป็นรูปธรรม ทั้งการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู สางสารพัดปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นใน ศธ.มาอย่างยาวนาน ยังไม่เห็นเรื่องใดเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ที่ช่วงแรกดูเหมือนจะจริงจัง มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่สุดท้ายเมื่อธนาคารต่างๆ เสนอมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในภาพรวม ครูจึงหันไปเข้าร่วมมาตรการนั้นด้วย และชะลอแผนความช่วยเหลือที่คุยฟุ้งไว้ในช่วงแรกออกไปไม่มีกำหนด
ส่วนการตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นใน ศธ.นั้น แม้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.จะพูดเสมอว่า ไม่ทิ้ง และอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบในทุกเรื่อง แต่ภายหลังนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีเข้าปีที่ 2 ก็ยังไม่มีเรื่องใดที่ได้ข้อสรุป แม้จะเป็นการสานงานต่อจาก นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรคืบหน้า
ทั้ง โครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะพันธุ์สัตว์เลี้ยงน้ำทะเลสาบสงขลา วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา หรือ “อควาเรียมหอยสังข์” สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ก็ยังไม่ฟันธงว่าจะเดินหน้า หรือปรับรูปแบบการก่อสร้างอย่างไร หรือการตรวจสอบทุจริต โครงการจัดซื้อกล้องวงจรปิด หรือซีซีทีวี ของโรงเรียนในโครงการ Safe Zone School งบประมาณ 577 ล้านบาท ใน 12 เขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ยังไม่มีความคืบหน้ามากเท่าที่ควร
ดังนั้น สรุปผลงานของนายณัฏฐพลในภาพรวม คงให้ผ่านแบบ “คาบเส้น” ซึ่งอาจเป็นเพราะมีปัญหาเฉพาะหน้ารุมเร้าให้เร่งแก้ไข จนไม่มีเวลาเดินเครื่องทำงานในส่วนอื่นๆ ได้มากนัก
ในปี 2564 หรือปีฉลู ต้องจับตาดูว่า เสมา 1 จะแก้มือกับเรื่องเหล่านี้อย่างไร ขณะเดียวกันยังต้องจับตาโครงการพัฒนาการศึกษาและแก้ไขปัญโรงเรียนขนาดเล็กที่เพิ่งจะเดินเครื่อง อย่างโครงการโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง ที่เปลี่ยนมุกจากการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก มาเป็นเพิ่มคุณภาพให้โรงเรียนในชุมชน หวังให้ผู้ปกครองทยอยย้ายลูกหลานเข้ามาเรียน จนโรงเรียนเล็กไม่มีเด็ก ค่อยนำสถานที่ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น
เรียกว่าแนวคิดดี แต่ต้องรอดูผลการปฏิบัติอีกครั้งว่าจะหมู่ หรือจ่า เพราะวิธีการไม่ได้ต่างไปจากโครงการที่ผ่านมามากนัก เพียงแต่ปรับแต่ง เปลี่ยนชื่อใหม่เล็กน้อย …
เปรียบเทียบผลงานทั้ง 3 รัฐมนตรี เสมา 1 ดูเหมือนจะมีผลงานโดดเด่นกว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ทั้ง 2 คน อาจเพราะเลือกคุมหน่วยงานหลักอย่าง สพฐ., สอศ.และสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) แถมคุมงบประมาณด้วยตัวเองเกือบทั้งหมด ทำให้รัฐมนตรีช่วยอีก 2 ราย ผลงานแทบไม่ออก
อย่างเสมา 2 คุณหญิงกลัยา รับผิดชอบหน่วยงานในกำกับอย่างสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และอาชีวเกษตรและประมง ซึ่งนอกจากชูนโยบายผลักดัน “โค้ดดิ้ง” ถึงจะเพิ่มเติมในเรื่องการขับเคลื่อนอาชีวะการเกษตรและประมง แต่ก็ยังวูบวาบ เห็นภาพความสำเร็จไม่ชัดเจน
ส่วนนางกนกวรรณ เสมา 3 ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เน้นเดินสายพบชาว กศน.ในจังหวัดต่างๆ ตาม นโยบาย “กศน. สช. WOW WOW ก้าวสู่ยุคดิจิทัล” แม้จะเดินทางเกือบทั่วประเทศแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม
แต่ที่ทำให้เสมา 3 เป็นที่กล่าวถึง และมีโอกาสโผล่หน้าชัดๆ ในสื่อต่างๆ ก็คือกรณี “ครูจุ๋ม” พี่เลี้ยงเด็ก โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ จ.นนทบุรี ที่ก่อวีรกรรมทำร้ายนักเรียนอนุบาลอายุ 3 ขวบ ขณะที่ครูประจำชั้น และครูคนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องต่างเพิกเฉย จนผู้ปกครองทนไม่ไหว เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับครูจุ๋ม และโรงเรียน จนมีการขยายผลการทำร้ายนักเรียนคนอื่นๆ ด้วย จนกลายเป็นดราม่ายาว
ทำให้นางกนกวรรณต้องออกโรงด้วยตัวเอง ลงมาช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งก็ได้ใจผู้ปกครอง และเด็กไปเต็มๆ
ส่วนผลงานอื่นๆ อย่าง หลักสูตรกัญชาพาเรียนวิทยาศาสตร์ ที่ตอนแรกตั้งเป้าว่าจะสอนนักเรียนในสังกัด กศน.และนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย ก็ต้องถอย โดยสอนเฉพาะผู้เรียนในสังกัด กศน.แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ …
สรุปภาพรวมรัฐมนตรี ศธ.ทั้ง 3 คน ให้ผ่านแค่ “คาบเส้น” เพราะได้คะแนนสงสาร หลังจากต้องเจอสารพัดปัญหาเข้ามารุมเร้า ทั้งการเมือง และโรคระบาด จนต้องวางแผนการทำงาน และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน จึงอาจไม่มีเวลาพัฒนางานในส่วนอื่น ต้องจับตาว่าในปี 2564 ทีมรัฐมนตรี ศธ.จะเร่งเครื่องสร้างผลงานได้มากน้อยแค่ไหน

