พลิกโฉมอุดมศึกษา และอุปสรรคที่ต้องปลดล็อก
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ชื่อย่อ อว. เป็นกระทรวงใหม่ที่เกิดขึ้นมาจากรวม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
โดยรัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องการพัฒนาคนให้มีทักษะสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ มีความพร้อมในการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 เป็นพลังขับเคลื่อนในการพัฒนาประเทศให้มี “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” มีการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก มีการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากสร้างความเชื่อมั่น ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว เพื่อการพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี พ.ศ.2580 ซึ่งเป็นภาพอนาคต หรือความฝันที่คนไทยทุกคนอยากเห็น
ในขณะที่สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ มีบุคลากรซึ่งมีความรู้ความสามารถ มีอาจารย์ และนักวิจัยจำนวนมาก ที่มีผลงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การแพทย์ สาธารณสุข เกษตรและอาหาร การท่องเที่ยว การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้ง ทางด้านบริหารธุรกิจและการจัดการ
ในปัจจุบัน ภายใต้การนำของรัฐมนตรีทั้งท่านเก่า และใหม่ มีโครงการที่น่าสนใจ คือ “พลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University)” เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศปฏิรูปการบริหารงาน และปรับเปลี่ยนหลักสูตรการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม สามารถผลิตบุคลากรคุณภาพสูง มุ่งตอบสนองความต้องการตลาด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ พร้อมยกระดับคุณภาพมหาวิทยาลัยไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ยุค 4.0 ได้อย่างสมบูรณ์
ซึ่ง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีท่านปัจจุบัน ได้เล็งเห็นว่าการศึกษานั้น มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก โดยเป็นปัจจัยพื้นฐานในการส่งเสริม และยกระดับคุณภาพชีวิตประชากรให้มีคุณภาพ การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดการปฏิรูประบบอุดมศึกษา เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีความเป็นเลิศ สามารถผลิตบัณฑิตที่เชื่อมโยงกับความต้องการของประเทศ พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใหม่ มีการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน การพัฒนาทักษะอาจารย์ ให้ตอบสนองต่อการเรียนในศตวรรษที่ 21
พร้อมกันนี้ ยังเป็นการยกระดับมหาวิทยาลัยของไทยให้มีมาตรฐานทัดเทียมในระดับนานาชาติ โดยมหาวิทยาลัยจะได้ใช้ความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ตามกลุ่มยุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมีความถนัด และเชี่ยวชาญ โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ 1) กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา การวิจัยระดับแนวหน้าของโลก 2) กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี และส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม 3) กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ 4) กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาปัญญา และคุณธรรมด้วยหลักทางศาสนา 5) กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการผลิต และพัฒนาบุคลากรวิชาชีพ และสาขาเฉพาะทาง
โดยในปีงบประมาณ 2565 กระทรวงได้เตรียมเสนอของบประมาณในการผลักดันโครงการดังกล่าว จำนวน 11,000 ล้านบาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นโครงการที่ดี ดังนั้น รัฐบาลควรให้การสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง เพราะการปฏิรูปอุดมศึกษา หรือการพลิกโฉมได้นั้น ต้องใช้งบประมาณ และระยะเวลาที่ต่อเนื่อง จึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้
อย่างไรก็ตาม การพลิกโฉมอุดมศึกษาจะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค และข้อจำกัดในการพัฒนาอุดมศึกษาเองด้วยเช่นกัน ปัญหาที่สำคัญ อาทิ
1.การบริหารงานบุคคล ระบบการบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา ต้องเป็นระบบที่ดึงดูดผู้มีความสามารถสูงเข้ามาทำงาน มีประสบการณ์ และความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยเฉพาะอาจารย์ และนักวิจัย ที่มีคุณวุฒิในระดับปริญญาเอก ในขณะที่มติคณะรัฐมนตรี ปี 2542 ให้จ้างอาจารย์เป็นพนักงานมหาวิทยาลัย และให้เงินเดือนเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 70 แต่ไม่มีเงินบำนาญ และสวัสดิการเช่นเดียวกับข้าราชการ โดยข้อมูลที่รวบรวมได้มีเพียง 11 สถาบันเท่านั้น ที่จ่ายค่าจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว จนนำไปสู่การฟ้องต่อศาลปกครองในหลายมหาวิทยาลัย ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินกรณีของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และศาลปกครองชั้นต้น ได้ตัดสินกรณีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมภ์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เรียบร้อยแล้วว่า มหาวิทยาลัยต้องจ่ายค่าจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยตามมติคณะรัฐมนตรี ปี 2542 ซึ่งในเรื่องนี้กระทรวง อว.ควรทำความเข้าใจกับสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ให้มีความชัดเจนต่อไป
นอกจากนี้ พนักงานมหาวิทยาลัยในหลายสถาบันไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนประจำตำแหน่งทางวิชาการ เนื่องจากสำนักงบประมาณไม่ได้จัดสรรงบประมาณมาให้มหาวิทยาลัย บางมหาวิทยาลัยมีการนำเงินรายได้มาจ่าย แต่มีแนวโน้มว่าจะไม่มีเงินพอจ่ายต่อไปได้ ซึ่ง อว.ควรเสนอคณะรัฐมนตรีให้แก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ครอบคลุมพนักงานมหาวิทยาลัย
ในขณะที่หลักเกณฑ์การแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการเช่นเดียวกับข้าราชการ ในบางสถาบันหากพนักงานมหาวิทยาลัยไม่ได้ตำแหน่งทางวิชาการภายในเวลาที่กำหนด อาจถูกให้ออกจากงานได้ ส่งผลกระทบอย่างสูงต้องขวัญกำลังใจในการทำงาน ขณะที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งให้บุคคลดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ.2563 ซึ่งมีเสียงสะท้อนจากอาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนมากว่าเกณฑ์นี้ยากเกินไปทั้งในระดับรองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ โดยเฉพาะในกลุ่มสาขาวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
แต่อาจมีข้อดี เช่น การยกเลิกการแบ่งสัดส่วนผลงานทางวิชาการ การใช้ผลงานเดิมก่อนได้ตำแหน่ง 1 ใน 3 และผลงานที่ผ่านการประเมินคุณภาพจาก International Peers สามารถขอกำหนดตำแหน่งได้โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นต้น รัฐมนตรี อว.จึงได้สั่งการให้มีการปรับแก้ไขใหม่แล้ว ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ในปี 2564 ดังนั้นก่อนมีการประกาศใช้ควรจะให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างกว้างขวางเสียก่อน
อนึ่ง ปัจจุบันบุคลากรส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมากกว่าร้อยละ 80 ในอนาคตจะไม่มีข้าราชการอีกต่อไป อว.น่าจะมีการเสนอขอแก้ไขพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้ครอบคลุมบุคลากรทุกประเภทที่ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อเป็นการคุ้มครองสถานภาพของพนักงานมหาวิทยาลัยให้มีความชัดเจนมากขึ้น ในส่วนของข้าราชการปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขมาเกือบ 10 ปี คือ การปรับขึ้นเงินเดือนอีกร้อยละ 8 เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการทำงานให้บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาทุกคน เนื่องจากเป็นมันสมองของประเทศ
2.ธรรมาภิบาล เป็นเรื่องของการบริหารจัดการองค์กรที่ดีโดยยึดหลักศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม หลักนิติธรรม กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง หลักความโปร่งใส เปิดเผย และตรวจสอบได้ หลักการมีส่วนร่วมจากบุคลากร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน หลักความรับผิดชอบต่อสังคม มีการตัดสินใจหรือร่วมกันรับผิดชอบต่อผลที่จะเกิดขึ้น รวมทั้ง หลักความคุ้มค่า ประหยัด มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการบริหารงาน ซึ่งเรื่องธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยได้ถูกกล่าวขานมานานหลายปีในวงการอุดมศึกษา จนสังคมเกิดความสงสัยว่าทำไมจึงมีการร้องเรียน หรือฟ้องร้องกันมากทั้งศาลปกครอง ศาลอาญา และศาลแพ่ง เช่น การสรรหาอธิการบดี คณบดี หัวหน้าภาควิชา การสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย การเลือกตั้งประธานสภาคณาจารย์ เป็นต้น
ปัญหาเหล่านี้อาจเกิดจากการไม่ใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานตามที่กล่าวมา ประกอบกับมหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ผู้มีความรู้มาทำงานจำนวนมาก ดังนั้น หากฝ่ายบริหารไม่ใช้หลักธรรมาภิบาล ก็จะนำไปสู่การร้องเรียน หรือฟ้องร้องกันอย่างที่ปรากฏขึ้นในสังคม นอกจากนั้น อาจพบว่าบุคลากรบางคนมีบุคลิกภาพที่แปลก ซึ่งในเรื่องที่กล่าวมานี้ อว.อาจต้องวางแนวทางการปฏิบัติให้เกิดความชัดเจนในการบริหารมหาวิทยาลัย รวมทั้ง การแก้ไขพระราชบัญญัติของบางมหาวิทยาลัยให้มีความชัดเจนมากขึ้น
3. อุปสรรคหรือข้อจำกัดที่ต้องปลดล็อก
3.1 กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (มคอ.) ที่เรียกย่อว่า มคอ.1-มคอ.8 มีเอกสารที่ต้องเขียน และดำเนินการจำนวนมาก รวมทั้ง ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาที่มุ่งเน้นเอกสารมากกว่าการเรียนการสอน การวิจัย และคุณภาพบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา ซึ่งเป็นภาระงานที่ต้องใช้เวลามาก และเป็นงานที่น่าเบื่อสำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรที่กำหนดให้อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ต้องจบตรงสาขา อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหลักสูตรใหม่ที่จะเปิดสอนเป็นครั้งแรก เนื่องจากยังไม่มีคนสำเร็จการศึกษามาก่อน ซึ่งการพัฒนาหลักสูตรควรมีความทันสมัย เป็นไปตามความต้องการของสังคม และการพัฒนาประเทศ รวมถึง การพัฒนาท้องถิ่น ในขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยลง และเด็กนักเรียนอีกจำนวนมากไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยได้ ในขณะที่มหาวิทยาลัยมีจำนวนเท่าเดิม ส่งผลให้บางคณะ หรือบางสาขามีผู้เรียนน้อยมาก โดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ เนื่องจากหางานทำยาก
3.2 ความล่าช้าในการรับทราบหลักสูตร การเสนอแต่งตั้งอธิการบดี นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเฉพาะถ้ามีการร้องเรียนเกิดขึ้น ซึ่งไม่ควรนำหนังสือร้องเรียนที่ไม่ได้มีการลงชื่อมาพิจารณา และควรมีการลงโทษผู้ร้องเรียนที่เป็นเท็จ หรือกลั่นแกล้งผู้อื่น รวมทั้ง ความล่าช้าในการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการในระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ และรองศาสตราจารย์ของข้าราชการ ระดับศาสตราจารย์ทั้งข้าราชการ และพนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งบางท่านใช้เวลานานหลายปี มีการส่งเรื่องกลับไปกลับมาให้มหาวิทยาลัยชี้แจง
ดังนั้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานที่เลิศ และการเป็นประเทศไทย 4.0 ควรพัฒนาระบบ หรือแนวทางการดำเนินงานที่เป็นเลิศ ให้มีความรวดเร็ว โดยการกำหนดเวลาแล้วเสร็จทุกขั้นตอนว่าจะใช้เวลากี่วัน รวมทั้ง มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการได้ เช่นในกรณีของการแต่งตั้งพนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่ง อว. จะทำหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลให้เป็นไปมาตรฐานที่กำหนดเท่านั้น
จากที่กล่าวมา หากสามารถแก้ไขอุปสรรค หรือข้อจำกัดที่ต้องปลดล็อกได้เสียก่อน การพลิกโฉมอุดมศึกษาน่าจะขับเคลื่อนเดินหน้าได้คล่องตัวมากขึ้น

