เหลียวหลัง แลหน้า งาน ‘วัฒนธรรม’ ฝ่าวิกฤตโควิด-19 จับตาปี’64 จะรุ่ง หรือร่วง ??
ผ่านพ้นปีหนูไฟ 2563 ก้าวเข้าสู่ปีฉลู 2564 ผลงานภาพรวมของ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ภายใต้การกุมบังเหียนของ รมต.ติ๊ก นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการ วธ.ยังคงไม่โชติช่วงชัชวาล คึกคัก กระชุ่มกระชวย อย่างที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้ แม้จะเข้าสู่ปีที่ 2 ของการทำงาน แต่ก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เป็นรูปธรรม
โดยเฉพาะการผลักดันงานวัฒนธรรมให้เข้ามามีส่วนช่วยพัฒนาประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึง แก้ไขปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน…
เท่าที่ดูผลงานส่วนใหญ่ ยังเน้นอนุรักษ์ และสานต่องานเดิม อย่างโครงการ “บวร On Tour” แม้จะพยายามเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวชุมชน แต่ก็ยังไม่เห็นผลเท่าที่ควร
ส่วน การติดตามโบราณวัตถุของไทยจากต่างประเทศคืนสู่ประเทศไทย แทบไม่มีความคืบหน้าจากปีที่ผ่านมา ซ้ำร้ายยังถูกพิษการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 มาทำให้การทำงานในหลายเรื่องต้องชะลอออกไป
ขณะที่การตรวจสอบปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นภายใน วธ.อย่างการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ “การสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการตำแหน่งนักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ สังกัดกองพระราชพิธีการศพ” และกรณีมีผู้ร้องเรียนเรื่อง “การจัดซื้อจัดจ้างทำเครื่องเกียรติยศประกอบศพในภารกิจพิธีการศพ” แม้ผลสอบออกมาแล้วว่าไม่พบการทุจริต แต่ก็ยังไม่ทำให้สังคมหายคลางแคลงใจ ส่วนหนึ่งเพราะท่าทีของรัฐมนตรีว่าการ วธ.เองที่ดูเหมือนไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้เท่าที่ควร

โดย นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2536 มองว่า วธ.มีหน้าที่ดูแลหน่วยงานด้านวัฒนธรรม และศิลปวัฒนธรรมโดยทั่วไป แต่ช่วงที่ผ่านมา มีสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จึงไม่สามารถนำมาเป็นมาตรฐานในการกำกับดูแลงานด้านวัฒนธรรมได้ ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมามีความพิเศษคือ รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงกลายเป็นสีสันให้กับการทำงานด้านวัฒนธรรมในปีนี้
สำหรับการทำงานของ นายอิทธิพลนั้น ยังไม่เห็นนโยบายใหม่ คงเป็นการสานต่องานเดิมที่มีอยู่ ซึ่งเท่าที่ดู นายอิทธิพลก็ใจกว้าง และรับฟัง ในแง่การทำงานคิดว่า ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
“จะห่วงก็เพียง ‘วิกฤตทางวัฒนธรรม’ ซึ่งคนจะสนใจเรื่องโชค เรื่องดวง เรื่องงมงาย ไม่ใช่พุทธศาสนา และไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ ตรงนี้ถือเป็นจุดอ่อนของ วธ.ที่ไม่มีการทำงานในเชิงรุก การทำงานของ วธ.ในช่วงปีที่ผ่านมา จะดูเฉพาะเรื่องการอนุรักษ์ และรักษาเท่านั้น อีกเรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ วัฒนธรรมด้านความคิดของคนรุ่นใหม่ ที่มาจากโลกออนไลน์ และเกินกว่าคนรุ่นเก่าจะเข้าใจ เป็นวิกฤตการปะทะกันระหว่างวัฒนธรรมความเชื่อกับวัฒนธรรมความคิด พื้นฐานวัฒนธรรมความเชื่อนั้น มีมาเป็นพันปี คือ เชื่อ-ฟัง ส่วนความคิด คือ คิด-อ่าน มีพื้นฐานมากว่าร้อยปี คือระบบการศึกษา ซึ่งยังไม่แน่นเท่าพื้นฐานความเชื่อ ซึ่งก็มีศูนย์คุณธรรมเข้ามาดูแล แต่ก็ไม่ได้เข้ามาสร้างสรรค์เชื่อมโยงช่องว่างระหว่างความคิดให้ได้ดุลยภาพกัน เพื่อพัฒนาให้เป็นพลัง ตรงนี้ยังขาด และน่าเป็นห่วง”
ส่วนสถานการณ์ “การเมือง” จะเข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้หรือไม่นั้น นายเนาวรัตน์อธิบายว่า ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน วัฒนธรรมอย่ามองแค่พิธีกรรม หรือประเพณี ความคิด การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ก็เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมเช่นเดียวกัน ดังนั้น ต้องจับวัฒนธรรมที่เป็นแกนเหล่านี้ มาดูแล และมาช่วยกันดู ว่าจะเติมเต็ม และผลักดันให้มีส่วนแก้ปัญหาได้อย่างไร เพราะประเทศที่เจริญแล้ว จะใช้วัฒนธรรมนำในทุกเรื่อง อย่างประเทศเกาหลีเหนือ แม้วัฒนธรรมจะไม่ใช้สินค้า แต่สินค้าต่างๆ ต้องอาศัยวัฒนธรรม
อย่างไทย มีความพยายามจะนำวัฒนธรรมมาเพิ่มมูลค่า แต่ก็ยังไปไม่ถูกทาง เป็นเหมือนวัฒนธรรมชุบแป้งทอด เอาวัฒนธรรมมาเด็ดยอดขาย เช่น โรงแรมต่างๆ จัดรำไทย ระนาดมาเล่นโชว์แขก ซึ่งไม่ผิด แต่เป็นการทำอย่างละเลยต้นฉบับ ไม่ได้พัฒนาให้ดีงามเท่าที่ควร
“ทั้งหมดนี้ ถ้าต้องให้คะแนนการทำงานของคนใน วธ.ส่วนตัวมองว่า ยังไม่ค่อยขยับไปมากเท่าที่ควร หากเต็ม 10 คะแนน ให้ 5 คะแนน เพราะยังทำแต่ของเก่า ไม่มีงานสร้างสรรค์ ส่วนคะแนนที่เหลือ ถือเป็นช่วงวิกฤต ทำให้ไม่ได้ทำในเรื่องที่ต้องทำ ส่วนตัวนายอิทธิพล ให้ 5 คะแนน เต็ม 10 คะแนนเช่นกัน เพราะถือว่ายังเพิ่งตั้งไข่ แต่ยังมีความหวังว่า นายอิทธิพลจะทำนโยบายใหม่ๆ”
สำหรับปี 2564 อยากให้งานวัฒนธรรม เข้ามาสนใจด้านการสื่อสารมวลชนมากขึ้น เพราะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันต้องไปดูของจริงที่เป็นรากเหง้า มาสำรวจ สังคายนา ในลักษณะเลือกที่จริง ทิ้งที่เท็จ เด็ดที่ร้าย ส่วนใดที่ทำอยู่แล้ว และดี ก็ขอให้เข้าไปสนับสนุนให้เกิดความต่อเนื่อง เช่น ตลาดวัฒนธรรม ที่นำสินค้าวัฒนธรรม และการแสดงมาจัดแสดง โดยการบริหารจัดการต้องประสานความร่วมมือ โดยที่ผ่านมาได้เสนอให้ตั้งกองทุนวัฒนธรรมประจำจังหวัด แล้วมาจัดพื้นที่เหล่านี้ให้เป็นรูปธรรม อย่างต่อเนื่อง มิฉะนั้น จะเกิดปรากฎการณ์น่าวิตก คือของเก่าก็หาย ของใหม่ก็หด ตามเขาแล้วเก่ง คิดเองแล้วโง่

ขณะที่ นายสมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอุษาคเนย์ บอกคล้ายกันว่า ปีที่ผ่านมา วธ.ยังเป็นกระทรวงที่เน้นการอนุรักษ์รักษาวัฒนธรรมเดิม มีการพัฒนาบ้าง แต่ก็เป็นการพัฒนาในเชิงที่เน้นการอนุรักษ์ ไม่ได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความเป็นสากล จะมีการปลุกกระแสการสร้างวัฒนธรรมใหม่ เช่น ช่วงนี้มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ก็ยังไม่เห็นภาพ วธ.สร้างวัฒนธรรมรณรงค์ให้ประชาชนดูแลตัวเอง มีวินัย เคารพสิทธิของผู้อื่น อย่างการสวมหน้ากากอนามัยเวลาอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด หรือการเว้นระยะห่างทางสังคม สิ่งเหล่านี้ควรรณรงค์สร้างเป็นวัฒนธรรมใหม่ในชีวิตประจำวัน เพราะวัฒนธรรมไม่ใช่แค่เรื่องระบำ รำ ฟ้อนเท่านั้น แต่รวมไปถึง สร้างความตระหนักรู้ ความไม่เห็นแก่ตัว และความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย
“สำหรับผม สิ่งที่เห็น วธ.ทำมาทั้งปี คือการอนุรักษ์ แต่ไม่มีการสร้างวัฒนธรรมใหม่ ซึ่งประเทศเรายังขาดวัฒนธรรมที่ทำให้สังคมไทย ก้าวไปสู่ความเป็นอารยะ ฉะนั้น จึงผิดหวังต่อการทำงานของ วธ.ค่อนข้างมาก แต่ก็เข้าใจ เพราะ วธ.เป็นกระทรวงที่ต้องรอรับนโยบายจากรัฐบาลเป็นหลัก ส่วนการทำงานของนายอิทธิพลนั้น ภาพรวมยังไม่เห็นการขยับเขยื้อนนโยบายใหม่ๆ เช่นเดิม หากต้องให้คะแนนผลงานในปีที่ผ่านมา คงให้สอบตก เต็ม 10 คะแนน ให้ 4 คะแนน เพราะเป็นปีที่ 2 แล้ว แต่ก็ยังไม่มีผลการใหม่ๆ ให้เห็น” นายสมฤทธิ์ กล่าว
นายสมฤทธิ์ยังทิ้งท้ายด้วยว่า ส่วนปี 2564 ส่วนตัวไม่คาดหวังกับการทำงานของ วธ.แต่ก็เข้าใจ เพราะเป็นกระทรวงที่ไม่มีใครอยากมาคุม ทั้งที่เป็นกระทรวงสำคัญ ที่สามารถช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศได้
คงต้องจับตาว่า ในปี 2564 นายอิทธิพล คุณปลื้ม จะฝ่าวิกฤตโควิด-19 สร้างผลงาน ขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม ให้ไปสู่รูปธรรม พ้นข้อครหาว่า วธ.เป็นเพียงกระทรวงเน้นอนุรักษ์ของเก่า ไม่นิยมสร้างของใหม่ได้หรือไม่ …

