เปิดศักราชใหม่ น้องๆ หลายคนยังต้องลุ้นกับ การคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือ ทีแคส ประจำปีการศึกษา 2564 ซึ่งปรับระบบเล็กน้อย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 จากเดิมที่คัดเลือก 5 รอบ เหลือ 4 รอบ โดยการรวมทีแคส รอบ 3 รับตรงร่วมกัน และรอบ 4 รับกลางร่วมกัน เข้าไว้ด้วยกัน เรียกรอบแอดมิสชั่นส์ เพื่อลดระยะเวลาการคัดเลือก โดยจะเคลียริ่ง 2 รอบ และเลือกตัวสำรองเข้ามาแทน ซึ่งเป็นปีแรกในการดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบทีแคสต้องปรับเล็กทุกปี เนื่องจากได้เกิดปัญหาระหว่างการดำเนินการ เพื่อให้การดำเนินการในปีต่อไปราบรื่นที่สุด และนักเรียนได้ประโยชน์ที่สุด
ล่าสุด ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีมติปรับใหญ่ทีแคส ประจำปีการศึกษา 2566 ก็ต้องติดตามว่ารายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จะเป็นอย่างไร
มติชน ถือโอกาสเริ่มต้นปีใหม่ จับเข่าคุย ดร.พีระพงศ์ ตริยเจริญ หรือ อ.ก๊อง ผู้จัดการระบบทีแคส ถึงปัญหาอุปสรรค การเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาสารพัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว และแนวโน้มรายละเอียดของการปรับทีแคสครั้งใหญ่
ความแตกต่างของระบบเอ็นทรานซ์-แอดมิสชั่นส์-ทีแคส คืออะไร?
“ในอดีตเราใช้ระบบเอ็นทรานซ์มาประมาณ 42 ปี ระบบเอ็นทรานซ์เป็นระบบที่วัดกันด้วยข้อสอบ ซึ่งจะสอบครั้งเดียว และต้องเลือกสาขาที่ต้องการก่อน ดังนั้น ทุกคนต้องเตรียมตัวทุกวิถีทาง ทำให้เด็กไม่เข้าห้องเรียน โดยไปเรียนกวดวิชาเพื่อที่จะมาทำข้อสอบ จึงเกิดปัญหาเด็กทิ้งห้องเรียน นอกจากนี้ พบว่าเด็กเครียดเพราะเป็นการสอบเพียงครั้งเดียว เด็กไม่รู้ว่าคะแนนของตนดีหรือไม่ดี ระบบเอ็นทรานซ์จึงสร้างความเครียด สร้างความกดดันให้กับเด็กอย่างมาก จนได้ยินข่าวว่าเด็กฆ่าตัวตาย ทำให้รัฐบาลเห็นว่าระบบการคัดเลือกแบบนี้ เด็กทิ้งห้องเรียนไปอยู่ตามโรงเรียนกวดวิชาทั้งหมด ทำให้สถาบันกวดวิชามีเพิ่มมากขึ้น และได้รับความนิยมมากขึ้น
รัฐบาลจึงให้ปรับเปลี่ยนระบบใหม่ เกิดระบบแอดมิสชั่นส์ขึ้นมา โดยจำเป็นต้องใช้คะแนนตามข้อกำหนดที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำหนด คือ ต้องใช้คะแนนเฉลี่ยสะสม ม.ปลาย หรือ GPAX และใช้คะแนนโอเน็ต เพื่อให้นักเรียนอยู่ห้องเรียนมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีระบบการสอบใหม่ที่เราเรียกว่า แบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง หรือเอเน็ต ที่ใช้ได้ไม่นาน ก็เปลี่ยนมาเป็นการทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ (PAT) เพื่อใช้วัดสมรรถนะ
นักเรียน
เมื่อใช้ระบบแอดมิสชั่นส์ ทำให้โรงเรียนที่มีความหลากหลาย โรงเรียนขนาดเล็กที่จำนวนนักเรียนไม่มาก โอกาสที่เด็กเรียนต่อมหาวิทยาลัยน้อย ทำให้โรงเรียนปล่อยเกรด เกรดไม่ได้มาตรฐาน ทำให้คุณภาพเด็กไม่เท่ากัน คือจากเดิมที่คัดเลือกกันด้วยวิชาการ ซึ่งเมื่อนักเรียนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จะสามารถเรียนวิชาการต่อเนื่องได้ทันที เมื่อเปลี่ยนมาใช้คะแนน GPAX ที่อาจจะมีการปล่อยเกรด
เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการคัดเลือก นักเรียนไม่สามารถเรียนได้ จนเกิดปัญหาผู้เรียนรีไทร์เพิ่มขึ้น ทำให้มหาวิทยาลัยเปิดระบบรับตรงขึ้นมา โดยกำหนดเกณฑ์ของตนขึ้นมาเอง โดยไม่ผ่านระบบแอดมิสชั่นส์
ซึ่งแต่ละคณะ/ สาขาวิชา ต่างคนต่างเปิด นักเรียนไปสมัครหลายที่ ทำให้เสียค่าใช้จ่าย เด็กที่มีเงินสามารถวิ่งรอกไปสมัคร และสอบตามที่ต่างๆ ได้ เด็กที่ไม่มีเงิน ไม่สามารถวิ่งรอกสอบได้ จึงเกิดความเหลื่อมล้ำ
ทำให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ในขณะนั้น มอบนโยบายให้จัดทำระบบใหม่ เพื่อรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในปีการศึกษา 2561 โดย ทปอ.นำรูปแบบการคัดเลือกต่างๆ ที่มีอยู่ มาจัดระเบียบ และบริหารจัดการสิทธิ เพื่อเคลียริ่งในส่วนกลาง จึงเรียกระบบนี้ว่า ทีแคส เพื่อแก้ปัญหาเด็กวิ่งรอกสอบ เด็กได้สิทธิมากกว่าหนึ่งสิทธิทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เด็กเครียดวิ่งไปสอบหลายที่ สอบวิชาที่ซ้ำซ้อนกันของหลายสถาบัน
อย่างไรก็ตาม ทีแคสเป็นเพียงแพลตฟอร์ม ไม่ใช่วิธีการคัดเลือก วิธีการคัดเลือกยังเป็นแบบเดิมที่เคยมีอยู่ คือการคัดเลือก 5 รูปแบบ ประกอบด้วย รูปแบบที่ 1 แฟ้มสะสมผลงาน รูปแบบที่ 2 โควต้า รูปแบบที่ 3 รับตรงร่วมกัน รูปแบบที่ 4 รับกลางร่วมกัน (แอดมิสชั่นส์) และรูปแบบที่ 5 รับตรงอิสระ การคัดเลือกเหล่านี้ เมื่อก่อนจัดทำในรูปแบบต่างคนต่างรับ ทำให้นักเรียน 1 คน มีมากกว่า 1 สิทธิ ทีแคสจึงนำรูปแบบการคัดเลือกต่างๆ มารวมกัน เพื่อให้ผู้สมัครบริหารจัดการสิทธิของตนในที่เดียว นั่นคือข้อดีของทีแคส
ดังนั้น ทีแคสไม่ได้เป็นรูปแบบการคัดเลือกใหม่ ส่วนการแก้ปัญหานักเรียนวิ่งรอกสอบ ทปอ.ขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยใช้คะแนนสอบที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางจัดทำข้อสอบ ทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เลิกจัดสอบเอง”
วิเคราะห์ว่าที่ผ่านมาระบบทีแคส มีปัญหาอะไร แล้ว ทปอ.แก้ไขอย่างไรบ้าง?
“เราแก้ปัญหาทุกปี อย่างในทีแคส ปีการศึกษา 2561 พบปัญหาในรอบ 3 รับตรงร่วมกัน เด็กเลือกสมัครสาขาวิชาที่ต้องการ เมื่อประกาศผล จะประกาศผลทุกสาขาวิชาที่ผ่านการคัดเลือก แล้วค่อยตัดสินใจยืนยันสิทธิเพียงสาขาวิชาเดียวที่ต้องการ ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ไปกั๊กที่ผู้อื่น ดังนั้น ทีแคส ปีการศึกษา 2562 ในรอบ 3 และรอบ 4 ทปอ.จึงให้เด็กเรียงลำดับสาขาวิชาตามความต้องการเรียนจากมากที่สุดไล่ลงไป และจะประกาศผลเพียงอันดับเดียว เพื่อแก้ปัญหาการกั๊กที่
พอทีแคส ปี 2563 ทปอ.ได้ปรับกระบวนการต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะในส่วนของการสัมภาษณ์ จากเดิมรอบ 3 และรอบ 4 นักเรียนต้องไปยืนยันสิทธิในวันสอบสัมภาษณ์ที่มหาวิทยาลัย แต่เมื่อมีการแพร่ระบาด จึงให้นักเรียนยืนยันสิทธิในระบบแทน ไม่ต้องสัมภาษณ์ ยกเว้นบางสาขาวิชาที่จำเป็น ให้สอบสัมภาษณ์ทางออนไลน์ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงของทีแคส ปีการศึกษา 2562 และ 2563
ส่วนทีแคส ปี 2564 ปรับเพราะ ทปอ.เห็นข้อมูลสถิติในปี 2562 และ 2563 ที่เมื่อเปิดให้เด็กสละสิทธิได้ 4 ช่วง เกิดที่ว่างของสาขาวิชาต่างๆ ทำให้มหาวิทยาลัยนำจำนวนที่ว่างที่เกิดขึ้นไปเพิ่มจำนวนรับในรอบถัดไป การทำลักษณะนี้เป็นการย้ายที่ว่าง เด็กที่ไปสมัครรอบนั้นๆ ที่ควรจะได้เรียน กลับไม่ได้เรียน ทปอ.จึงแก้ปัญหาโดยทีแคสปีการศึกษา 2564 จะลดปริมาณช่วงเวลาการสละสิทธิ โดยจะให้สละสิทธิแค่ 2 รอบ คือ รอบแฟ้มสะสมผลงาน และรอบโควต้า เมื่อเริ่มรอบที่ 3 แอดมิสชั่นส์ ระบบจะประมวลผล และประกาศผล 2 ครั้ง โดยจะไม่เปิดให้เด็กที่ยืนยันสิทธิในรอบแฟ้มสะสมผลงาน และรอบโควต้า สละสิทธิได้อีก เพราะปีนี้ถือเป็นปีแรกของการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยในระบบกลาง ที่จะดึงตัวสำรองเข้ามาแทนตัวจริงที่ว่าง ซึ่งวิธีนี้ นักเรียน และผู้ปกครองเห็นด้วย เพราะเด็กสามารถเลื่อน
อันดับที่ติดสูงขึ้นได้ เป็นการให้โอกาสนักเรียนได้เรียนในสาขาที่ต้องการเรียนมากที่สุด”
ทีแคสปี 2566 ที่ ทปอ.จะปรับครั้งใหญ่ มีปรับเปลี่ยนอย่างไรบ้าง?
“ระบบทีแคสปี 2564-2566 ยังเป็นแพลตฟอร์มเดียวกัน มี 4 รอบ คือ รอบ 1 แฟ้มสะสมผลงาน รอบ 2 โควต้า รอบ 3 แอดมิสชั่นส์ และรอบ 4 รับตรงอิสระ โดยทีแคสปี 2564 ในรอบที่ 3 จะมีเกณฑ์การคัดเลือก 2 รูปแบบ คือ แอดมิสชั่นส์ 1 (รับตรงร่วมกัน) และแอดมิสชั่นส์ 2 (รับกลางร่วมกัน) แต่ทีแคสปี 2565 ในรอบที่ 3 จะเหลือรูปแบบการคัดเลือกเพียงรูปแบบเดียว คือแอดมิสชั่นส์ 1 เนื่องจากแอดมิสชั่นส์ 2 ซึ่งใช้คะแนน GPAX 20% คะแนนสอบโอเน็ต 30% และคะแนน GAT/PAT อีก 50% นั้น ศธ.แจ้ง ทปอ.ว่าจะไม่มีการสอบโอเน็ตในปีการศึกษา 2564 (สอบในปี 2565) ทปอ.จึงต้องยุติการใช้เกณฑ์แอดมิสชั่นส์ 2 ที่ใช้คะแนนโอเน็ตมาเป็นส่วนหนึ่งในการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย
จากเดิมที่ ทปอ.เตรียมตัวจะไม่ใช้คะแนนโอเน็ต และ GPAX ในทีแคส 2566 เนื่องจาก ทปอ.มองว่าคะแนน GPAX ไม่สามารถนำมาใช้ได้โดยตรง เพราะปัจจุบันคุณภาพของโรงเรียนแต่ละแห่งไม่เท่ากัน โรงเรียนบางแห่งปล่อยเกรด ซึ่งที่ผ่านมาการคัดเลือกบุคคลเข้ามหาวิทยาลัยจะใช้คะแนนโอเน็ตมาถ่วงน้ำหนักของ GPAX เมื่อยกเลิกใช้คะแนนโอเน็ต จำเป็นต้องยุติการใช้ GPAX ด้วย ทำให้ในรอบ 3 เหลือเพียงรูปแบบการคัดเลือก แอดมิสชั่นส์ 1 เพียงรูปแบบเดียว โดยสาขาวิชากำหนดองค์ประกอบ และสัดส่วนในการคัดเลือกได้เองตามความเหมาะสม
ปัจจุบันนักเรียนสะท้อนว่าการสอบเยอะมาก พร้อมกับสะท้อนว่าข้อสอบยาก ข้อสอบออกเกินเนื้อหา เพราะเป็นการวัดเข้ามหาวิทยาลัย ข้อสอบเลยยากกว่าที่นักเรียนได้รับความรู้จากโรงเรียน นักเรียนจึงไปเรียนกวดวิชา ที่เน้นการทำข้อสอบ ซึ่งเด็กจะไปจำรูปแบบการทำข้อสอบ ทำให้เด็กเข้ามหาวิทยาลัยด้วยการจำรูปแบบการทำข้อสอบ เมื่อเข้าเรียนจริง เด็กกลับไม่สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ได้ จุดนี้คือจุดสำคัญที่จะต้องแก้ไข
ทำให้ในทีแคส ปี 2566 ทปอ.จะปรับการสอบทั้งหมด โดยจะยกเลิกรายวิชาสอบที่มีอยู่ทั้งหมด และเปลี่ยนวิธีการสอบใหม่ โดยเน้นการนำความรู้ไปใช้งาน จะไม่เน้นความรู้วิชาการเชิงลึก จึงฝากถึงโรงเรียน ให้โรงเรียนปรับวิธีการเรียนการสอน โดยที่สอนไปแล้ว นักเรียนต้องไม่ตั้งคำถามว่าเรียนไปทำไม ใช้งานอะไร การออกข้อสอบใหม่ครั้งนี้ ทปอ.จะเป็นผู้กำหนดกรอบ และเนื้อหาของข้อสอบ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้พัฒนาข้อสอบโดย ทปอ.จะควบคุมความยากง่ายเชิงลึกของเนื้อหา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการออกข้อสอบเกินเนื้อหาของหลักสูตรที่เด็กเรียน
โดยทีแคสปี 2566 จะเปลี่ยนแปลงการสอบทั้งหมด จะสอบบนเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งลดระยะเวลาในการจัดการเตรียมการสอบได้ และมีข้อสอบให้เลือกสอบ ทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยเนื้อหาและความยากง่ายของข้อสอบทั้งสองภาษานี้เหมือนกัน ต่างกันเพียงภาษาที่แสดงในข้อสอบเท่านั้น ซึ่งช่วยให้เด็กที่เรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ หรือหลักสูตรนานาชาติ สามารถสอบได้เหมือน
เด็กที่เรียนหลักสูตรแกนกลาง ไม่ต้องไปสอบ SAT ที่มีค่าใช้จ่ายสูง เป็นการยกระดับมาตรฐานข้อสอบของไทยให้เทียบเท่าสากล
ส่วนข้อสอบจะเปลี่ยนแปลงใหม่หมด รายวิชาสอบ จะไม่มีการสอบ 9 วิชาสามัญ แต่จะเรียกว่า Advance Knowledge ที่สอบ 8 วิชา คือ คณิตศาสตร์ประยุกต์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ภาษาไทย สังคม และภาษาต่างประเทศ ซึ่งภาษาต่างประเทศจะภาษาให้เลือกสอบที่หลากหลายมากขึ้น โดยดูตามความต้องการของมหาวิทยาลัย ถ้ามหาวิทยาลัยใดต้องการเด็กที่มีความรู้ด้านภาษาไหนบ้าง ทปอ.จะจัดสอบให้
การสอบวัดความถนัดต่างๆ เช่น GAT/PAT จะปรับใหม่เช่นกัน โดย GAT เดิมสอบ 2 ส่วน คือ การอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์ หรือ GAT เชื่อมโยง และความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ จะปรับเป็น T-GAT โดยจะสอบ 3 ส่วน คือ ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การคิดอย่างมีเหตุผล และสมรรถนะการทำงานในอนาคต ซึ่งเป็นการวัด Soft Skills ที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต ได้แก่ การสร้างคุณค่าและนวัตกรรม การแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน การบริหารจัดการอารมณ์ และการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบต่อสังคม เชื่อว่ามหาวิทยาลัยจะพิจารณาคะแนน Soft Skills ประกอบการคัดเลือกมากขึ้น เพื่อให้ได้เด็กที่ตรงกับสาขาวิชา
ส่วนการสอบ PAT ที่เดิมสอบความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ แต่ในทีแคส ปี 2566 จะเน้น PAT วิชาชีพเท่านั้น ทำให้เดิมที่สอบ PAT มี 7 วิชา จะหลือ 5 วิชา โดยจะสอบในด้านวิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะ วิชาชีพครู และวิชาแพทย์ จะไม่มีการสอบด้านภาษา เพราะไม่ถือว่าเป็นความถนัดด้านวิชาชีพ แต่เป็นความรู้ ที่จะอยู่ในการสอบ Advance Knowledge”
ในอีก 10 ปีข้างหน้า ระบบทีแคสยังคงอยู่?
“ระบบต่างๆ จะต้องถูกปรับให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง แต่บอกไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราพยายามมองสถานการณ์ และปรับระบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นๆ ดังนั้น ระบบไม่สามารถนิ่งได้ เพราะสังคม เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง ระบบก็ต้องปรับให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนั้น
มีการศึกษาเพื่อนำระบบการคัดเลือกของต่างประเทศมาใช้?
ทปอ.ได้ศึกษาระบบการคัดเลือกของต่างประเทศทั้งหมดแล้ว แต่พฤติกรรม แนวคิด และค่านิยมของคนในแต่ละชาติไม่เหมือนกัน ระบบหนึ่งเหมาะกับคนชาติหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถนำระบบนั้นมาใช้ แล้วระบบนั้นจะเหมาะกับเราทั้งหมด ประเทศเราใช้ระบบเอ็นทรานซ์มายาวนาน ในที่สุดต้องปรับ เพราะพฤติกรรมคนในประเทศเปลี่ยนไป แต่อย่างประเทศจีน และประเทศเกาหลีใต้ ยังใช้ระบบเอ็นทรานซ์สอบครั้งเดียวเหมือนเดิม ดังนั้น เราต้องปรับเพื่อให้เข้ากับคนในสังคมนั้นๆ”
อยากฝากอะไรถึงน้องๆ ที่จะสมัครคัดเลือกผ่านระบบทีแคสปี 2564 บ้าง?
“อยากให้น้องๆ ศึกษาประกาศรับสมัครของมหาวิทยาลัยให้ดี คุณสมบัติของผู้สมัคร และเกณฑ์การคัดเลือก ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยจะกำหนดเงื่อนไขที่แตกต่างกัน และขอให้วางแผนการสมัครคัดเลือกให้ดี ไม่จำเป็นต้องสมัครทุกรูปแบบ ทุกรอบ ขอให้เลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด และไม่สมัครสาขาวิชาที่ไม่สนใจเรียนจริงๆ เพราะถ้าไม่ผ่านการคัดเลือกในสาขาที่อยากเรียนจริงๆ แต่ผ่านการคัดเลือกในสาขาที่ไม่สนใจ จะสร้างความเครียด และกดดัน ที่จะต้องตัดสินใจเลือกยืนยันสิทธิได้
เรื่องสำคัญที่อยากฝากถึงน้องๆ คือขอให้ตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ในระบบทีแคส ที่ระบบดึงมาจากฐานข้อมูลต่างๆ ต้องครบถ้วนและถูกต้อง ซึ่งใช้ในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร และใช้ในการประมวลคะแนนคัดเลือกด้วย หากไม่ครบถ้วน หรือไม่ถูกต้อง ต้องรีบแก้ไขให้เสร็จ ก่อนที่ระบบนำไปใช้งานในแต่ละรอบ โดยไม่ทำหลักฐานปลอมเพื่อขอแก้ไขข้อมูลในระบบ ซึ่งผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และขอให้เก็บรักษารหัสผ่านเข้าระบบ อย่าให้ใครรู้ รวมถึง อีเมล์ และมือถือด้วย ซึ่งใช้ในการขอรหัส OTP สำหรับการยืนยันตัวตนในขั้นตอนการยืนยันสิทธิ สละสิทธิ หรือสมัครคัดเลือกในรอบแอดมิสชั่นส์ด้วย”
งานนี้ถือเป็นงานที่หนัก มีวิธีรับมือ และคลายเครียดอย่างไร?
”ผมปฏิบัติธรรม เจริญสติ เมื่อมีอะไรมากระทบ ก็ต้องตั้งสติ และปล่อยวางให้ได้เร็วที่สุด”

