ช่วงปีที่ผ่านมา แวดวง “ศาสนา” ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหลากหลายประเด็น ทั้งกรณีพระภิกษุสงฆ์ไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย หรือแม้กระทั่งเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง จนก่อให้เกิดวิกฤตศรัทธาในหมู่ประชาชนผู้พบเห็น และก่อให้สังคมเกิดข้อถกเถียงถึงความเหมาะสม
“มติชน” จึงถือโอกาสสัมภาษณ์ นายชาญณรงค์ บุญหนุน อาจารย์ภาควิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) ซึ่งช่วยวิเคราะห์สถานการณ์พระพุทธศาสนาในปัจจุบัน ต่อวิกฤตศรัทธาของพุทธศาสนิกชน รวมถึงทางแก้ปัญหาในภาพรวม
⦁สถานการณ์แวดวงคณะสงฆ์ในช่วงปี 2563 ?
“ปี 2563 ที่ผ่านมา แบ่งปัญหาออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นจากภายในของคณะสงฆ์เอง และปัญหาจากภายนอกที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ซึ่งประเด็นจากปัจจัยภายนอกเชื่อมโยงหลายเรื่อง ตั้งแต่การทุจริตเงินทอนวัดซึ่งศาลอุทธรณ์ยกฟ้องอดีตพระพรหมดิลก อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และเมื่อจะกลับมาสวมใส่ผ้ากาสาวพัสตร์ สำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) ก็ออกมาบอกว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะถูกจับกุม และศาลมีคำสั่งให้ขัง ไม่อนุญาตให้ประกันตัว จึงถูกเจ้าพนักงานใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 30 ให้สละสมณเพศก่อนเข้าเรือนจำ ทำให้ขาดจากความเป็นพระแล้วตามกฎหมาย
ประเด็นนี้ โยงมาถึงปัจจัยจากภายใน มหาเถรสมาคม (มส.) ที่ถูกตั้งคำถาม กรณีที่ปล่อยให้ พศ.มามีอำนาจเหนือคณะสงฆ์ เข้ามาออกคำสั่ง ทำหน้าที่คล้ายเจ้านาย ส่งผลให้ มส.กลายเป็นองค์กรที่อ่อนแอ โดยเฉพาะสายปกครอง ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในหลายเรื่อง”
⦁สถานการณ์คณะสงฆ์ในปัจจุบันถือว่า วิกฤตขั้นไหน ?
“ถ้ามองจากปัจจุบัน สถานการณ์ของคณะสงฆ์ต่อแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ถือว่าแย่ลงกว่าเดิมมาก ทั้งกรณีพระสงฆ์บางรูปไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย หรือกระทั่งกรณีที่พระ เณร เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง ซึ่งกรณีนี้มองได้หลายมุม มุมหนึ่ง เกิดจากพระ เณร ส่วนหนึ่ง มองเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม น่าเป็นห่วง มีข้อเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับแก้ไข พ.ศ.2561 เพราะไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ทำให้พระ เณร ไม่มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น เพื่อแก้ไขเหตุแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งถูกมองว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ พระ เณร รูปใดออกมาแสดงความเห็นจะต้องถูกขับออกจากวัด
เป็นสาเหตุให้ พศ.ใช้อำนาจในการจับสึก เพราะถือว่าไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึง มส.ที่ไม่ออกมาปกป้องคณะสงฆ์ที่ออกมาเรียกร้องทางการเมือง เท่ากับว่า การทำหน้าที่ของ มส.ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับปัญหา และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคใหม่ ทั้งเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย แต่ตอบสนองความต้องการของรัฐเป็นส่วนใหญ่”
⦁มส.อาจมองว่าการชุมนุมทางการเมืองไม่ใช่กิจของสงฆ์ ?
“ยอมรับว่า ประเด็นนี้ยังเป็นข้อถกเถียง แต่สิ่งสำคัญคือ การดำเนินการอย่างเป็นธรรม และเท่าเทียม ซึ่งที่ผ่านมามีการขับไล่พระ เณร ที่ร่วมชุมนุมออกจากวัด และมีการจับสึก แต่ขณะเดียวกันไม่มีการดำเนินการกับอดีตพระพุทธอิสระ ในช่วงที่ออกมาชุมนุมทางการเมือง ทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกัน ตรงนี้เป็นคำถาม หาก มส.ยืนยันว่าพระสงฆ์ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แล้วเหตุใดไม่ปฏิบัติให้เท่าเทียมกัน”
⦁มีการดำเนินการกับพระที่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเด็ดขาดหรือไม่ ?
“ความเห็นส่วนตัวเรื่องนี้ เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ในการแก้ไขปัญหา แต่ก็มีการลงโทษเป็นรายๆ เพราะคณะสงฆ์ไม่คิดที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ในภาพรวมอย่างจริงจัง หรือจะพูดง่ายๆ คือปัญหาพระสงฆ์ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยมีจำนวนมาก เกิดขึ้นทุกวัน แต่บางเรื่องไม่มีใครกล้าพูด หรือปรับแก้อย่างจริงจัง ปัญหาที่เกิดขึ้นกัดกินความศรัทธา สำหรับชาวบ้าน คงเป็นเรื่องที่คณะสงฆ์กระทำการผิดศีล ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย
ส่วนอีกกลุ่มคือ จะมองเรื่องที่พระพุทธศาสนาไม่รับใช้สังคม ตามแนวคิดของโลกสมัยใหม่ หลายฝ่ายต้องการให้ศาสนาเข้าไปช่วยแก้ปัญหาความทุกข์ที่เกิดขึ้นในสังคม
ทั้งนี้ อาจมองว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ แต่โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป โลกสมัยใหม่มีกระบวนการส่งเสริมพระพุทธศาสนาเพื่อสังคมซึ่งประเด็นนี้สังคมเองก็ตั้งคำถาม ว่าการที่คณะสงฆ์ไม่แสดงความเห็น ถือเป็นการเพิกเฉยต่อความทุกข์ของคนในสังคมหรือไม่ ทั้งที่ได้รับเงินสนับสนุนที่มาจากภาษีประชาชน ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดเช่นกัน”
⦁จะแก้ไขในภาพรวมได้อย่างไร ?
“มีความพยายามเสนอให้ยกเครื่อง และเสนอเรื่องการปฏิรูปศาสนา ขณะเดียวกันมีการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ฉบับใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมของพระสงฆ์ แต่ก็ยังไม่เป็นรูปธรรม”
⦁คิดว่าควรจะแก้ไขอย่างไร ?
“มีหลายคนเคยเสนอให้แยกรัฐกับศาสนาออกจากกัน ซึ่งเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ แต่ถ้ามองความเป็นไปได้ การปฏิรูป พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า เพราะหากสามารถปรับแก้ให้สอดคล้องกับหลักการตามระบอบประชาธิปไตย ให้พระ เณร ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างจริงจัง จะทำให้อำนาจรัฐที่ขยายมาสู่คณะสงฆ์อ่อนแอลง”
⦁ทุกวันนี้พอจะมองเห็นแสงสว่าง หรือทางแก้ปัญหาบ้างหรือไม่ ?
“ยังไม่มี มองไม่เห็น ถ้ามองในเรื่องของการพัฒนาความก้าวหน้าด้านการศึกษาให้คณะสงฆ์ ก็พอจะมีอยู่บ้าง ตรงนี้ถือเป็นข้อดี แต่ก็ยังถูกครอบงำด้วยอำนาจรัฐ ซึ่งไม่ส่งเสริมพระพุทธศาสนาเท่าที่ควร”
⦁พศ.ยังจำเป็นต่อสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่?
“พศ.เกิดขึ้นในปี 2540 เป็นองค์กรรัฐ ที่ไม่ได้เข้ามาส่งเสริมพัฒนาพระพุทธศาสนา แต่กลับมาทำหน้าที่กำกับ ควบคุม ไม่ใช่การสนับสนุน จะจำเป็นบ้าง เฉพาะกรณีที่ทำให้ศาสนาเชื่อมโยงกับหน่วยงานราชการเพียงเท่านั้น”
⦁ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง พระพุทธศาสนาก็ต้องเปลี่ยน ?
“พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้คนให้พ้นทุกข์ มุ่งไปที่การแก้ปัญหาที่เกิดมาจากกิเลสรายวัน แต่สมัยนี้มองความทุกข์ต่างออกไป เชื่อมโยงสัมพันธ์กับโครงสร้างทางสังคม การเมืองไม่ใช่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจากปัจเจกบุคคล ดังนั้นพระพุทธศาสนาจึงต้องมองความทุกข์ให้กว้างขึ้น เพราะถ้าเรามุ่งแก้ปัญหาที่มาจากกิเลสรายวัน ให้คนนับถือศีล 5 ห้ามลักทรัพย์ ลักขโมย ห้ามฆ่าสัตว์ แต่ก็ยังมีการทำร้ายคนเห็นต่างเหมือนมือถือสากปากถือศีล หากพระพุทธศาสนาไม่เข้ามามีส่วนช่วยแก้ไข ก็เหมือนเป็นการเพิกเฉยต่อความทุกข์ของสังคม ถ้าพระไม่มองความทุกข์ของสังคม แล้วแบบนี้จะมาสอนชาวบ้านได้อย่างไร”
⦁สถานการณ์ของพระพุทธศาสนาทุกวันนี้ถือว่าเลวร้ายแค่ไหน ?
“แล้วแต่จะมอง ถ้ามองจากภายในคณะสงฆ์ก็คงเห็นว่า พระพุทธศาสนายังเป็นที่พึ่งให้สังคมอยู่ แต่ถ้ามองจากภายนอก พระพุทธศาสนา เหมือนบัวใต้น้ำ เพราะไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาสังคมให้ดีขึ้น”

