ส.ค.ศ.ท.ยื่นหนังสือนายกฯ ค้านร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

9.02.21 | 13:09 น.
ส.ค.ศ.ท.ยื่นหนังสือนายกฯ ค้านร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เหตุวุ่นวาย ก้าวก่ายกม.อื่น ขาดความเป็นสากล

นายสมบัติ นพรักคณบดีวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา ประธานที่ประชุมคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.)  เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางส.ค.ศ.ท. ได้เสนอ เรื่อง ข้อเสนอประกอบการพิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ให้พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณาปรับแก้ ในมาตราต่าง ๆ ดังนี้  มาตรา 37 ที่กำหนดให้ครู  ต้องมีใบรับรองความเป็นครู และให้ใช้ไปได้ตลอดไป แต่ต้องเข้ารับการพัฒนาตามเวลาที่กำหนดนั้น ทางสภาคณบดีฯไม่เห็นด้วยกับการใช้คำว่าใบรับรองความเป็นครู และกระบวนการอนุญาตที่ให้ใช้ตลอดไป  เนื่องจากเป็นการขัดกับพ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 และเป็นการลดสถานะของวิชาชีพครูที่เป็นวิชาชีพชั้นสูง ที่ต้องมี ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ไม่มิใช่ ใบรับรองความเป็นครู เพราะทั้งสองคำมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้ ใบรับรอง หมายถึง  เอกสารที่แสดงการรับรอง ตัวอย่าง เช่น ใบรับรองแพทย์ ใบรับรองผลการเรียน เป็นต้น ส่วนใบอนุญาต  หมายถึง ใบอนุมัติ เอกสารสิทธิ์ ตัวอย่างเช่น  ใบขับขี่ ใบอนุญาตขับขี่ด้วยเหตุผลทั้ง ด้านกฎหมาย และด้านวิชาชีพ  เป็นต้น

นายสมบัติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังไม่เห็นด้วย กับมาตรา 38  ที่ให้มีครูใหญ่และผู้ช่วยครูใหญ่ โดยการคัดเลือกครูใหญ่  ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด แต่จะกำหนดเงื่อนไขให้ต้องได้รับใบอนุญาตมิได้ กรณีนี้ เป็นการออกกฎหมายที่ลบล้างกฎหมายที่มีอยู่เดิม คือ พ.ร.บ. สภาครูฯ ซึ่งยังมีผลใช้บังคับอยู่  เป็นการก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของคุรุสภา ซึ่งเป็นองค์กรครูที่จัดตั้งถูกต้องตามกฎหมาย และกฎหมายมาตรานี้เป็นการลดระดับวิชาชีพ ครู  ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์  เพราะการไม่ระบุให้แต่ละวิชาชีพ มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เป็นการย่ำยีวิชาชีพครูอย่างร้ายแรง

“ขณะที่ มาตรา 44 กำหนด  เรื่องการจัดการศึกษาอาจจัดตามระบบ  ดังนี้ การศึกษาเพื่อคุณวุฒิตามระดับ การศึกษาเพื่อการพัฒนาตนเอง และการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่ขาดในเรื่อง ความเป็นสากล  ทางสภาคณบดีฯ เห็นว่า สมควรเขียนตามระบบเดิมที่สื่อความหมายเป็นสากลอยู่แล้ว ตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา  15 ที่กำหนดให้ การจัดการศึกษามีสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย อีกทั้งยังไม่เห็นด้วยกับ 47  ที่ไม่กำหนดเวลาการศึกษาภาคบังคับ  เป็นการเจตนาทำให้การศึกษาของชาติไม่มีทิศทางแน่นอน โดยสรุปร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ฉบับนี้ ก้าวก่ายงานบริหารโดยเขียนรายละเอียดมากเกินความจำเป็น เพราะกฎหมายระดับพ.ร.บ.นั้น ควรกำหนดเพียงหลักการเท่านั้น ส่วนรายละเอียดสามารถนำไปออกเป็นกฎหมายรอง เช่น กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ แนวปฏิบัติ ขาดความเป็นสากล ในด้านระบบการศึกษาและขาดหัวใจสำคัญของการศึกษาชาติ คือการกำหนดจำนวนปีของการศึกษาภาคบังคับ  ก้าวล่วงกฎหมายฉบับอื่น รวมทั้งงานของหน่วยงานอื่นระดับปฏิบัติ ซึ่งจะสร้างความวุ่นวายในการปฏิบัติ เพราะสร้างระบบที่ซับซ้อนและทับซ้อนเกินกว่าที่ควรจะทำ รวมถึงลดระดับวิชาชีพชั้นสูงของวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ และลดระดับแม้แต่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา อย่างที่ไม่ควรจะทำและไม่จำเป็นต้องทำ” นายสมบัติกล่าว