จี้ รมว.ศธ.ใหม่ ‘กล้า-เด็ดขาด’ รับฟัง ‘นักวิชาการ’ มากกว่า ‘ขรก.ประจำ’

9.03.21 | 11:57 น.

จี้ รมว.ศธ.ใหม่ ‘กล้า-เด็ดขาด’ รับฟัง ‘นักวิชาการ’ มากกว่า ‘ขรก.ประจำ’ ดึงผู้เชี่ยวชาญนั่งที่ปรึกษาแทนการเมือง

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการการศึกษา อดีตอาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีกระแสข่าวว่านายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อาจถูกโยกไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นั้น หากนายอนุชาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ถือเป็นการขยับขึ้นตามโควต้าของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ส่วนจะเหมาะสมหรือไม่ มองว่ายังไม่สอดคล้องกับบริบท และปัญหาทางการศึกษา เพราะ ศธ.เป็นกระทรวงที่มีปัญหาลึก และเรื้อรังมายาวนาน ต้องเป็นคนที่เข้าใจปัญหาการศึกษาจริงๆ เข้ามาแก้ไข ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงมาก หากนำคนที่เป็นนักการเมือง หรือคนที่อยู่ในตำแหน่งทางการเมือง เข้ามาจับงานการศึกษา และเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องวิตกกังวล ถ้านายอนุชาไม่ขยับทำงาน ดังนั้น นายอนุชาต้องทุ่มเทกับการทำงานด้านการศึกษามากกว่า 100% ถ้าไม่ทุ่มเท ไม่ลงใจลงแรงในการทำงาน จะประสบปัญหาในการทำงาน และพัฒนาการศึกษาแน่นอน

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ผู้ที่เป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.อาจต้องใช้เวลาในการเรียนรู้งานประมาณ 6 เดือน กว่าจะเข้าใจบริบทการทำงาน เข้าใจข้าราชการใน ศธ.และท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ที่ทำให้การศึกษาพบปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ การถดถอยของคุณภาพการศึกษา อาจทำให้ไม่มีเวลาเรียนรู้งานมากนัก ดังนั้น ถ้านายอนุชาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.จะต้องทำงานอย่างรวดเร็ว และเต็มที่ แต่ถ้าเข้ามาทำงานแบบปกติ คิดว่าประเทศจะสูญเสียโอกาสในการพัฒนาการศึกษาอย่างมาก

“สังคมไทยไม่มีทางเลือกที่จะได้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ที่รู้จักระบบการศึกษาดี ที่ผ่านมา ศธ.ได้ทดลองรับรัฐมนตรีว่าการ ศธ.มาบริหารจัดการหลายคน ไม่ว่าจะเป็นคนนอก หรือจากโควต้าทางการเมือง ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานทั้งสิ้น จากที่ผมดูประวัตินายอนุชา พบว่าเป็นครอบครัวคนจีน มีเพื่อนฝูงมาก เป็นคนที่มีพื้นภูมิหลังแบบคนธรรมดา ไม่โดดเด่น หลายคนอาจมองว่าฐานะนายอนุชาไม่เหมาะที่จะนั่งคุม ศธ.แต่ถ้ามองในทางกลับกัน คนที่มีภูมิหลังอย่างนายอนุชา อาจคุมคนใน ศธ.ได้ดี ถ้าทุ่มเท กล้าที่จะลงมือทำอย่างเด็ดขาด มีวิสัยทัศน์ และไม่กลัวเกรงกลุ่มคนมีอำนาจใน ศธ.นายอนุชาจะสามารถพลิกการทำงาน และพัฒนาการศึกษาได้ แต่ถ้านายอนุชาไม่มีความมั่นใจ ก็จะถูกระบบราชการกลืนกิน” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า เท่าที่ได้ติดตามการทำงานของ ศธ.คิดว่า ศธ.ควรแยกตัวออกมาจากระบบราชการ และให้เป็นหน่วนยงานที่กำหนดนโยบายการศึกษาของประเทศ เพื่อให้ราชการปฏิบัติตามนโยบายเท่านั้น เพราะแม้ว่ารัฐบาลจะได้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ที่เป็นมืออาชีพระดับประเทศ เช่น นายวิจิตร ศรีสอ้าน อดีตรัฐมนตรีว่าการ ศธ.แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการศึกษาของประเทศ เพราะโครงสร้าง และวัฒนธรรมองค์กรของ ศธ.นั้น ตายสนิท จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ทำได้ยาก จึงมีหนทางเดียวที่จะพัฒนาการศึกษาได้ คือต้องรื้อ ศธ.ให้เล็กลง รัฐมนตรีที่มาดูแล มีหน้าที่กำหนดนโยบาย ทิศทางการศึกษา และกำหนดมาตรฐานเท่านั้น

“ถ้ารัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ ใจกว้างสานต่อนโยบายการศึกษาของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการ ศธ.บางด้าน เช่น บูรณาการการศึกษาของจังหวัด โดยกระจายอำนาจให้แต่ละจังหวัดจัดการศึกษาของตัวเอง แต่อย่านำคนจากส่วนกลาง หรือผู้มีอำนาจมากำกับดูแล ควรให้คนจากพื้นที่จัดการการศึกษาของตนเอง ถ้าทำได้ เชื่อว่าการปฏิรูปการศึกษาจะเร็วขึ้นกว่าเดิม 10 เท่า และอยากให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ รับฟังเสียงจากคนในแวดวงการศึกษาด้วย ไม่ใช่รับฟังแต่ข้าราชการ ศธ.เท่านั้น” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

Advertisement

ผศ.ดร.นายอดิศร เนาวนนท์ นักวิชาการศึกษา กล่าวว่า ไม่คาดหวังว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เพราะส่วนใหญ่มาจากระบบโควต้าทางการเมือง แต่คาดหวังว่าผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.จะหาทีมงานที่มีความรู้ ความเข้าใจในบริบทของการศึกษา มองภาพอนาคตของการศึกษาออก กล้าที่จะลงทุนในการเตรียมความพร้อมเด็กเพื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ส่วนนายอนุชา ถือเป็นคนที่มีบารมีในทางการเมือง จึงหวังว่านายอนุชาจะเลือกใช้คนเป็น และควรเลือกทีมงานที่เข้าใจการศึกษาจริงๆ มาช่วยทำงาน

“ผมคาดหวังว่ารัฐมนตรีคนใหม่ จะนำคนที่มีความรู้ เข้าใจ เอาผู้ที่เชี่ยวชาญทางการศึกษาเข้ามาช่วย ไม่ใช่เอาแต่ทีมฝ่ายการเมือง แกนนำครู เข้ามาเป็นทีมงาน เพราะถ้าทำแบบนี้ รับรองการศึกษาเจ๊งแน่นอน ดังนั้น การทำงานต้องมีทั้งบารมีทางการเมือง และเข้าใจองค์กรอย่างแท้จริง นอกจากนี้ จะต้องมีจิตมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษา ไม่ใช้เอาแต่หวังผลทางการเมือง หรือนำคนของตนเองเข้ามาคุมหน่วยงานที่มีผลประโยชน์เท่านั้น รัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ จะต้องรู้เท่าทันข้าราชการประจำด้วย และขอให้รับฟังเสียงของนักวิชาการ เพื่อมาประกอบการตัดสินใจในการพัฒนาการศึกษาด้วย” ผศ.ดร.อดิศร กล่าว