
นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้นำองค์กรทางศาสนาทั้ง 5 ศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์ ว่า ผู้นำองค์กรทางศาสนาทั้ง 5 ศาสนา ต่างกล่าวชื่นชมที่ผู้นำประเทศให้ความสำคัญต่อบทบาทของศาสนา โดยใช้มาตรา 44 เรื่องมาตรการอุปถัมภ์ และคุ้มครองศาสนาต่างๆ ในประเทศไทย แก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับศาสนา ทั้งนี้ ผู้นำองค์กรทุกศาสนายังเห็นความสำคัญของคำสั่งนี้ เพราะมองว่าเป็นคำสั่งที่ทำให้บทบาทของศาสนามีประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง โดยมีองค์กร และคณะกรรมการมารองรับจากหลากหลายหน่วยงาน
นายกฤษศญพงษ์กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้เสนอให้มีโครงการที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อน โดยเสนอต่อหน่วยงานต่างๆ ให้ทิศทางเหล่านี้ได้รับความร่วมมือในการส่งเสริม ส่วนที่มีผู้บิดเบือนศาสนา ทำให้เกิดความแตกแยก ผู้นำองค์กรทางศาสนาหลายท่านมองว่า ควรเปิดเวทีให้ร่วมกันถกแถลงในประเด็นดังกล่าว เพราะจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เร็วต่อการเข้าไปดำเนินการแก้ไข และยังมองว่าน่าจะมีโครงข่ายในระดับจังหวัดช่วยสอดส่องดูแลในเรื่องดังกล่าว ขณะเดียวกันที่ประชุมได้ร่วมกันเสนอว่าเพื่อให้องค์กรภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา รวมถึง ชุมชนต่างๆ ที่สนใจหลักการเผยแผ่คำสอนทางศาสนาอย่างถูกต้อง ทุกศาสนาจะต้องส่งวิทยากร หรือผู้นำทางศาสนาที่มีความรู้ความเข้าใจในหลักคำสอนของตนเอง ร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้
ผู้สื่อข่าวถามว่า จุฬาราชมนตรีได้กล่าวถึงประเด็นใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายกฤษศญพงษ์ กล่าวว่า ผู้แทนจุฬาราชมนตรีกล่าวว่าจุฬาราชมนตรีห่วงใยเรื่องที่ชาวมุสลิมบางส่วนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความไม่เข้าใจในประเด็นมาตรา 67 ในร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2559 และประเด็นมาตรา 44 ตามคำสั่ง คสช.จึงมีแผนที่จะส่งผู้แทนลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อชี้แจง และให้ศาสนิกของท่านทำความเข้าใจในประเด็นดังกล่าว

