ครม. อนุมัติ งบกว่า 9 พันล้าน ขับเคลื่อนโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ หวังพัฒนาสมรรถนะเด็กไทย
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่โรงแรมบางกอกชฏา คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานแถลงข่าวประกาศเจตนารมณ์เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ว่า โครงการนี้ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยงบประมาณงบประมาณ 9,619 ล้านบาท สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2564-2573 รวมระยะเวลา 10 ปี เพื่อพัฒนาและสร้างโอกาศให้คนไทยทุกระดับชั้น ให้มีโอกาศได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างทั่วถึง โดนเน้นการเรียนภาคปฎิบัติและการนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคดิจิทัล ถือเป็นโครงการประวัติศาสตร์ ที่รวมเครือข่ายของการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์มาทำงานร่วมกันคือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยมหาวิทยาลัยราชภัฏ(ทปอ.มรภ.) และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์(มวส.) เพื่อขยายผลการพัฒนาผ่านกระบวนการของหลักสูตร และเครือข่ายการพัฒนาของสถานศึกษา ครูผู้สอน และนักเรียน
“โครงการจะเริ่มดำเนินการทันที ตั้งแต่การวางแผนหลักสูตร อบรมครูและแกนนำ โดย สพฐ.จะคัดเลือก 200 โรงเรียนต้นแบบตามคุณสมบัติที่กำหนด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนที่มีการสอนด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์ฝึกอบรมด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ขณะนี้มีการคัดเลือกโรงเรียนไว้แล้วเป็นโรงเรียนประถม 100 โรงเรียน และ โรงเรียนมัธยม 100 โรงเรียน รวมเป็น 200 โรงเรียนต้นแบบและศูนย์ขยายผล เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโรงเรียน 1,000 แห่ง พัฒนาครู 10,000 คน และพัฒนานักเรียน 100,000 คน ต่อปี โดยจะเริ่มสอนในปีการศึกษาหน้า” คุณหญิงกัลยากล่าว
คุณหญิงกัลยากล่าวต่อว่า นอกจากนี้สสวท. จะเข้ามามีบทบาทในการจัดทำมาตรฐานและหลักสูตรของโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนตัน โดยอบรมและพัฒนาครูร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)และมหาวิทยาลัยเครือข่ายเพื่อพัฒนาครูผู้สอน รวมถึงการวิจัยหลักสูตร วิธีการจัดการเรียนรู้และการประเมินผลการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับสถานศึกษาในโครงการ ในส่วน มวส. จะเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา ทั้งการสนับสนุนโรงเรียนในรูปแบบ Demand Side Driven โดยให้โรงเรียนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าต้องการให้สนับสนุนด้านใดบ้าง รวมถึงการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ภายในจังหวัด โดยการสร้างศูนย์ขยายผลองค์ความรู้ในแต่ละจังหวัด และการเน้นการวัดผลสัมฤทธิ์ของโครงการที่ผลการเรียนรู้ของนักเรียน เพื่อให้แน่ใจว่าความรู้ที่ได้จากการอบรมหรือวัสดุอุปกรณ์ที่สนับสนุนนั้น ไปถึงนักเรียนอย่างแท้จริง

