ตามไปดู…เยาวรุ่นจิตอาสา ลุยโคลน-ปลูกป่าชายเลนคลองโคน

21.03.21 | 10:50 น.

ตามไปดู…เยาวรุ่นจิตอาสา ลุยโคลน-ปลูกป่าชายเลนคลองโคน

กว่า 35 ปี ที่ มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว และพื้นฟูผืนป่าจากการถูกทำลาย หลังจากเริ่มต้นโครงการครั้งแรกเมื่อปี 2529 จากกลุ่มบุคคลที่มีอุดมการณ์ร่วมกันในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ คืนธรรมชาติ และความชุ่มชื้นแก่แผ่นดินไทย รวมถึง ปลูกฝังให้คนไทยทุกคนมีใจรักในธรรมชาติ ทำให้ “โครงการราชพฤษ์” ซึ่งมีความหมายว่า “พฤกษาของราชา” ปลูกป่ามาอย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้

ในปีนี้ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้นำมูลนิธิฯ และผู้บริหาร ศธ.ลงพื้นที่ปลูกป่าชายเลนในกิจกรรม “เสมา จิตอาสา รักษ์ป่าชายเลน” ที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน ต.คลองโคน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม โดยมี นายชรัส บุญณสะ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และนักเรียน โรงเรียนวัดคลองโคน เป็นจิตอาสาร่วมกันปลูกป่าต้นโกงกางในกิจกรรมครั้งนี้

“การปลูกป่า” เป็นกิจกรรมที่มูลนิธิฯ ทำมาตลอด 35 ปี เพื่ออนุรักษ์ และฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติ และป่าไม้ คืนชีวิต และความเขียวขจีให้กับแผ่นดินไทย พร้อมปลุกปั้นผู้ดูแลสิ่งแวดล้อมรุ่นใหม่ ที่มุ่งมั่นปกป้องระบบนิเวศน์อย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประชาชน และองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชนในการทำกิจกรรม

จนนำมาสู่กิจกรรมในวันนี้ ที่มูลนิธิฯ ได้สนับสนุนให้ผู้บริหาร ศธ.และเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ได้มาลุยโคลนปลูกป่าชายเลนเพื่อปลูกต้นโกงกางกว่า 500 ต้น และเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนอย่างสนุกสนาน ทุกคนได้สัมผัสถึงความประทับใจในธรรมชาติ เพราะนอกจากการลุยโคลนแล้ว ยังมีกิจกรรมการล่องเรือชมระบบนิเวศน์ป่าชายเลน ชมวิถีชีวิตชาวบ้าน ชมลิงแสม และเล่นสกีกระดานเลน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

Advertisement

คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า เป็นกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะทั้งป่าบก และป่าชายเลน ต่างก็มีประโยชน์ และมีความหมาย ต่อชีวิตของคนไทย และโลกใบนี้ไม่ต่างกัน ยิ่งมีป่ามากเท่าไหร่ ก็จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้มากขึ้นเท่านั้น วิธีการที่ดีที่สุดที่จะส่งเสริมให้เด็กในยุคนี้ได้รู้จักรักษ์สิ่งแวดล้อม คือให้เด็กได้มาลงมือทำ รวมถึง การเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้าน และความเป็นอยู่ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้พวกเขาเหล่านี้เข้าใจธรรมชาติมากขึ้น

“เพราะการมีอยู่ของป่าเกี่ยวเนื่องกับชีวิตในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ หากป่าไม้อุดมสมบูรณ์เศรษฐกิจ ก็จะดีตาม จึงอยากสนับสนุนให้ทุกคนเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม และป่าไม้ ให้ทุกคนปลูกต้นไม้แทนการตัดทำลาย เพราะต้นไม้คือคำตอบของชีวิต หากมีต้นไม้ จะไม่อดตายอย่างแน่นอน ในอดีตไทยเคยมีป่าไม้มาก 60-70% ของพื้นที่ประเทศ วันนี้ทุกคนจะต้องช่วยกันปลูก และฟื้นฟูป่าไม้ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะต้นไม้เป็นทรัพยากรเพียงอย่างเดียวในโลก ที่ทำให้ฟื้นคืนมาได้ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ทำให้ผืนแผ่นดินของเราอุดมสมบูรณ์” คุณหญิงกัลยา กล่าว

ด้าน นายพีร์นิธิ รัตนพงศ์ธระ หัวหน้าศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน กล่าวว่า รู้สึกดีใจ และเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มูลนิธิฯ และ ศธ.ได้มาร่วมกันฟื้นฟูป่าที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน ซึ่งทำให้ธรรมชาติ และผู้คนในชุมชน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กุ้ง หอย ปู ปลา กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เนื่องจากป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ จะช่วยเป็นแหล่งอนุบาล และฟื้นฟูสัตว์น้ำให้เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี ทำให้หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนไปได้ในระยะยาว จะสังเกตได้ว่าป่าชายเลนที่นี่ไม่มีสะพานเดินป่า เพราะการสร้างสะพาน ถือเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ของป่าชายเลน ดังนั้น การปลูกป่าชายเลน จะต้องใช้เรือในการสัญจรเท่านั้น เพื่อไม่ให้ป่าถูกทำลาย ถือเป็นสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ให้กับคนในชุมชน ได้ขับเรือรับส่งนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาปลูกป่า และชื่นชมระบบนิเวศน์ของป่าชายเลน

“กิจกรรมปลูกป่าชายเลนในครั้งนี้ เป็นการร่วมกันทำความดีที่ทำให้เด็กๆ ในชุมชนได้เรียนรู้ ได้ร่วมมือร่วมใจกันฟื้นฟูป่าชายเลนให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เพราะเด็กเหล่านี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพื่อดูแลผืนป่าแห่งนี้ต่อไป ป่าชายเลนไม่ได้เป็นเพียงแหล่งอาหาร แต่เป็นสิ่งที่ป้องกันภัยพิบัติต่างๆ ทั้งคลื่นลม การกัดเซาะต่างๆ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีประโยชน์ และสำคัญต่อความเป็นอยู่” นายนายพีร์นิธิ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีน้องๆ จากโรงเรียนวัดคลองโคน ที่มาร่วมมือร่วมใจปลูกต้นโกงกาง ซึ่งแต่ละคนมีความชำนาญในการปลูกป่าชายเลนค่อนข้างมาก เนื่องจากโรงเรียนมักจะมีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการปลูกป่าชายเลน ช่วยให้เด็กๆ เกิดความรัก และเห็นความสำคัญของทรัพยากร รวมถึง สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตนเอง โดยน้องๆ จากโรงเรียนวัดคลองโคน ยังเป็นนักเรียนรุ่นแรกที่ใช้หลักสูตรโค้ดดิ้งมาประยุกต์ใช้กับการทำกะปิคลองโคน ถือเป็นนักเรียนรุ่นบุกเบิกที่ใช้หลักสูตรโค้ดดิ้งของ ศธ.

นางนันทวดี เทียนไชย ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดธรรมประสิทธิ์ และรักษาการรผู้อำนวยการโรงเรียนวัดคลองโคลน กล่าวว่า กิจกรรมปลูกป่าในวันนี้ เด็กๆ อาสาสมัครมาเองทั้งหมด 22 คน เป็นนักเรียนชั้น ป.4-6 การอาสาปลูกป่านี้ เป็นเหมือนกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ของเด็ก เพื่อให้เด็กเกิดความรู้สึกรักท้องถิ่นของตนเอง ประจวบเหมาะพอดีกับที่มูลนิธิฯ ขอความร่วมมือให้เด็กมาช่วยปลูกป่า ซึ่งเด็กๆ ทุกคนจะชอบมาก กระตือรือร้นอยากมาช่วยกันปลูกป่า นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆที่เด็กๆให้ความสนใจ เช่น เล่นสกีกระดานเลน ที่ทำให้เด็กได้รับทั้งความสนุกสนานควบคู่ไปกับการได้รับความรู้จากวิทยากร ถือเป็นการปลูกจิตสำนึก และให้ความรู้เรื่องของต้นไม้ที่จะนำไปปลูกในป่าชายเลน วิธีการปลูกต้นไม้ รวมถึง การสร้างจิตสำนึกให้เด็กรัก และหวงแหนทรัพยากรป่าไม้ เพื่อรักษาไว้ไม่ให้หมดไป

ปิดท้ายที่ ด.ญ.ปจพร เที่ยงแท้ นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนวัดคลองโคน เล่าถึงความชื่นชอบในการปลูกป่าชายเลนว่า ความรักความชอบในการปลูกป่าชายเลนนั้น มาจากการปลูกฝังของพ่อ ทำให้ได้มาปลูกป่าชายเลนอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากพ่อเป็นหัวหน้าคนเรือของศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน มีหน้าที่คอยจัดเตรียมเรือ และเตรียมต้นไม้สำหรับนำไปปลูก

“การมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ หนูเป็นอาสาสมัคร และเป็นตัวแทนของโรงเรียน ทุกครั้งเวลาว่าง จะช่วยพ่อถอนต้นไม้ นับต้นไม้ใส่ถุง หรือในบางครั้งที่มีผู้สนใจมาปลูกป่า หนูก็จะตามพ่อไปทำงานด้วย เพื่อสอนพี่ๆ มือใหม่ปลูกป่าชายเลน หนูคิดว่ากิจกรรมในครั้งนี้ จะช่วยให้ทรัพยากรธรรมชาติมีมากขึ้น จะทำให้สัตว์น้ำมีมากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้คนในชุมชนมีรายได้ ในอนาคตหนูอยากจะสานต่องานของพ่อต่อไป พร้อมๆ กับการเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งคืออาชีพที่หนูอยากเป็น” ด.ย.ปจพร เล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

“เสมา จิตอาสา รักษ์ป่าชายเลน” จึงนับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรม ที่นอกจากจะช่วยอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยให้คนรุ่นใหม่ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น รวมถึง การได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตของคนไทย ที่อยู่คู่กับป่าชายเลนมาอย่างช้านาน