มติชนมติครู : เลี้ยงเด็กอย่างไร..ในยุคโควิด-19 ??
กลายเป็นปัญหา และเป็นความทุกข์อย่างต่อเนื่อง ในกรณีเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เมื่อปีที่ผ่านมา และเกิดระลอกใหม่ในพื้นที่ประเทศไทย รวมถึง ผู้คนทั่วโลก ต่างได้รับความเดือดร้อน และมีผลกระทบด้วยกันอย่างถ้วนหน้า
สำหรับไทย และสังคมไทยของเรา ต่างได้ร่วมมือร่วมใจกันป้องกัน และแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง จนผลออกมาว่าเป็นประเทศที่ป้องกันภัยดังกล่าวอย่างได้ผลอยู่ในระดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความรู้ความเข้าใจในวิธีปฏิบัติแก่ประชาชนกันในทุกด้านอย่างเต็มที่ พร้อมทุ่มเทสรรพกำลังที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด
ถือว่าเราเป็นประเทศที่แก้ไข และป้องกันปัญหาได้ดีในระดับหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ นี่คือภัยทางธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ได้ทำลายความสุขของมนุษย์ไปอย่างมาก แต่ทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ตราบใดที่ทุกคนทุกฝ่ายได้ให้ความร่วมมือ และแก้ไขกัน ทุกคนย่อมมีส่วนในการป้องกันมิให้เชื้อร้ายเกิดขึ้นมาอีกได้ เพราะทุกคนต่างมีลมหายใจกันทั้งนั้น
การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นี้ มีผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมแก่ทุกชีวิตอย่างไม่เคยมีมาก่อน การดำเนินชีวิตได้เปลี่ยนไป การประกอบอาชีพ หน้าที่การงาน ได้เปลี่ยนไป การรู้จักเอาตัวรอดได้บีบรัดมากขึ้น รวมถึง การรู้จักเอาตัวรอดปลอดภัยของเด็กๆ ซึ่งเป็นลูกหลานของสังคมเรา ที่ต่างได้รับความเดือดร้อนกันอย่างถ้วนหน้า เด็ก และเยาวชนซึ่งเป็นผู้ที่จะสืบทอดเจตนารมณ์จากพวกเราไป และเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญยิ่งของสังคม จำเป็นจะต้องได้รับการดูแล เลี้ยงดู ให้การศึกษา ให้การฝึกอบรมบ่มนิสัยพัฒนาจิตใจให้พวกเขาได้รับแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาในวันข้างหน้า
เห็นได้ว่าปีการศึกษา 2563 ที่จะสิ้นสุดลงในเดือนเมษายนของปีนี้ เป็นปีที่วงการทางการศึกษาของเด็ก และเยาวชน ได้รับผลกระทบมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา วิถีชีวิตที่เด็ก และเยาวชน เคยปฏิบัติที่ผ่านมาได้ถูกเปลี่ยนแปลงไป การไปโรงเรียน หรือสถานศึกษาไม่เกิดอย่างต่อเนื่อง ได้ไปเรียนบ้าง ไม่ได้ไปเรียนบ้าง หยุดเรียนบางวันภายในสัปดาห์ของการเรียนบ้าง รวมถึง เกิดการเรียนออนไลน์ขึ้นมา จึงทำให้ระบบของการคัดเลือกเข้าเรียนในสถานศึกษาใหม่ได้เปลี่ยนแปลงไป การไปเรียนหนังสือของเด็กได้กลายเป็น “นิวนอร์มอล” ไปในที่สุด
ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา จึงจำเป็นต้องแก้ไขกันไป ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันไป ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการอยู่รอด และอยู่ได้ของคนเรานี่เอง เด็ก และเยาวชนก็เช่นเดียวกัน จำเป็นต้องปรับตัวเอง จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้เติบโตขึ้นมาเข้ากับสถานการณ์ การเลี้ยงลูก และการเลี้ยงเด็กนี้ จึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้พวกเราได้เจริญเติบโตขึ้นมาทั้งทางร่างกาย และทางจิตใจ จนกลายมาเป็น “ทรัพยากรบุคคลที่ดีและมีคุณภาพ” ของสังคมเราในอนาคต

เด็กนั้นมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องได้รับการแนะนำพร่ำสอนอย่างสม่ำเสมอ เพราะพวกเขายังอยู่ในวัยเยาว์ ยังไม่มีความเข้าใจ และยังไม่มีประสบการณ์ในวิธีการปฏิบัติ ความเจริญทางร่างกายของเด็กจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ และเพียงพอแก่วัย ความเจริญทางจิตใจต้องได้รับการฝึกอบรมบ่มนิสัยอย่างถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ จิตใจของพวกเขาจะต้องอยู่ในบรรยากาศที่สังคมเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ความรักความอบอุ่น ปราศจากการทะเลาะเบาะแว้ง ข่มเหงรังแก หรือเข่นฆ่าซึ่งกันและกัน ส่วนด้านสมอง หรือสติปัญญา ก็ถือว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะให้พวกเขา “เป็นคนเฉลียวฉลาดหรือไม่โง่เขลา”
พวกเขาจะได้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาเล่าเรียน และการดำรงชีวิตประจำวันในวันข้างหน้า ดังนั้น เด็ก และเยาวชนจะต้องได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญาและคุณธรรมจริยธรรมพ่วงไปอีกด้วย จึงจะถือว่าพวกเขาได้รับสิ่งที่ดีอย่างครบถ้วน
“คุณธรรม” ถือว่าเป็นหัวใจอันสำคัญอีกประการหนึ่งในการเลี้ยงเด็กๆ คุณธรรมคือความงดงามทางจิตใจ ส่วนจริยธรรมคือความงดงามทางด้านการประพฤติปฏิบัติ คุณธรรม เช่น ในจิตใจของเด็กมีความเมตตาปรานี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนอื่น มีจิตใจที่สุขุมเยือกเย็น โอบอ้อมอารี รู้จักเสียสละเพื่อคนอื่น มีความอดทนเข้มแข็ง มีความขยันหมั่นเพียร ส่วนจริยธรรมเป็นการแสดงออกทางกาย วาจา เช่น มีวาจาที่สุภาพอ่อนโยน ไม่หยาบคาย ไม่กระด้าง ไม่พูดใส่ร้ายคนอื่น และทางกายไม่ทำร้ายคนอื่น ไม่ข่มเหงรังแกคนอื่น ไม่ลักขโมยสิ่งของคนอื่น เมื่อเก็บสิ่งของคนอื่นได้ก็ส่งคืนเจ้าของ ไม่บริโภค หรือเสพสุราของมึนเมา รวมถึง ยาบ้า ยาเสพติด อีกด้วย
ดังนั้น การเลี้ยงเด็ก การดูแลเด็กในยุคการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นี้ จึงต้องเพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรม และจริยธรรมให้ได้ ในที่สุดลูกหลานของครอบครัวเรา และของสังคมเรา จะต้องเติบโตขึ้นมาที่สมบูรณ์ทั้งกาย และใจ พร้อมที่จะเป็นทรัพยากรบุคคลอันสำคัญของครอบครัว และของสังคมได้
การที่เราจะสร้างคุณธรรม และจริยธรรม ให้เกิดขึ้นในตัวเด็กนี้ จำเป็นที่เรา และท่าน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ของสังคม และของครอบครัว จะต้องประพฤติตัวให้ดีทั้งต่อหน้า และลับหลัง ให้กับพวกเขาได้รับ และสัมผัสอยู่ตลอดเวลา “ตัวอย่างที่ดีเท่านั้น” ที่จะสามารถสั่ง และสอนลูกหลานของเราได้ดี “ตัวอย่างที่ดี จึงมีค่ากว่าคำสอนที่ดี” ภาพที่เกิดขึ้นมาเพียงหนึ่งภาพ สามารถบรรยายเป็นคำสอนมากกว่าเป็นร้อยเท่าพันเท่า เราจึงไม่จำเป็นต้องสร้างภาพ (ปลอม) ขึ้นมาหลอกหลอนลูกหลานของเรา ขอจงเป็นภาพจริงที่พวกเขาสามารถสัมผัสได้ และพบเห็นได้ตลอดเวลา ขอจงมาประพฤติปฏิบัติให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็ก และเยาวชนได้พบเห็นกันเถิด การเลี้ยงดูการฝึกอบรมบ่มนิสัยลูกหลานเรา จะได้เห็นผลในปัจจุบัน และในอนาคตอันใกล้นี้
ถ้าทำได้เช่นนี้ คุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมเราจะดี มีความสุข มีอนาคตที่สดใส ล้วนเป็นความหวังของทุกคนทุกครอบครัว และทุกชีวิตในสังคมของเรา …
เลี้ยงเด็กอย่างไรจึงจะได้เด็กดีนั้น จะต้องอาศัยกาลเวลาค่อยๆ บอก ค่อยๆ สอน โน้มน้าววันละเล็กวันละน้อย อย่าไปรวบรัด หรือกำหนดเวลา ความเชื่อฟัง หรือคล้อยตาม จำเป็นต้องให้เป็นไปเรื่อยๆ ดังเช่นเราปลูกผลไม้ชนิดหนึ่ง จะต้องให้ดิน ให้น้ำ ให้ปุ๋ย ให้อากาศ ดูแลอย่างสม่ำเสมอค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เมื่อมันผลิดอกออกผลมา ก็ต้องคอยดูแลมิให้แมลง หรือสัตว์ไปเจาะกิน หรือทำร้าย ในที่สุดก็จะกลายเป็น “ผลไม้” ที่สมบูรณ์ พร้อมที่จะสุกให้นำมาใช้รับประทานตามที่ต้องการได้ ดังนั้น การเลี้ยงดูเด็ก หรือลูกหลานของเรา จะต้องอาศัยกาลเวลาให้พวกเขาได้รับรู้ และเติบโตขึ้นมา

การเลี้ยงดูเด็กในยุคการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นี้ ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ และความสามารถของผู้ปกครอง หรือครูบาอาจารย์ ที่ผสมผสานด้วยศาสตร์นานาชนิดนำมาประยุกต์ใช้กับปัจจุบัน ดูแลอย่างสม่ำเสมอ กระทำตนให้เป็นตัวอย่างให้พวกเขาได้สัมผัส และพบเห็นตลอดเวลา ไม่กระทำสิ่งที่ไม่ดี ทั้งผิดกฎหมาย และผิดศีลธรรมอันดีของศาสนา รวมถึง ผิดกติกาของสังคม อยากได้ลูกเช่นใด เราก็ต้องเลี้ยงลูกให้ดีเช่นนั้น อยากจะให้สังคมเราเป็นไปในทิศทางใด ล้วนอยู่ที่การแนะนำพร่ำสอนเด็กในวันนี้ “เลี้ยงลูกด้วยความจริงใจ เราก็จะได้ลูกที่จริงจัง ส่วนเลี้ยงลูกด้วยความเหลาะแหละก็จะได้ลูกที่เละเทะ”
การเลี้ยงเด็กในปัจจุบัน จึงขอให้เลี้ยงที่อยู่ในกรอบของศีลห้า หรือเรียกว่าเบญจศีล และให้เต็มเปี่ยมไปด้วยเบญจธรรม หรือธรรมะห้าข้อ ประกอบด้วย เมตตา กรุณา สัมมาอาชีวะ ซื่อสัตย์สุจริต และมีจิตรอบคอบ ให้พวกเขาได้เติบโตทั้งทางร่างกาย และงอกงามทางจิตใจ มีอารมณ์ที่แจ่มใส ไม่ขุ่นมัว อยู่ในสังคมที่ปกติสุข และได้รับการแนะนำพร่ำสอน เพิ่มพูนสติ และปัญญา จากผู้ปกครอง และครูบาอาจารย์ ลูกหลานของเราก็จะแคล้วคลาดปลอดภัยจากไวรัสโควิด-19
เพราะคุณธรรม และจริยธรรม ย่อมเป็นเกราะป้องกันภัยร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกหลานของเราได้เป็นอย่างดี เมื่อเด็กเติบโตขึ้นมาเป็น “คนดี” แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีก็จะติดตามมาอย่างแน่นอน
เด็กดีเท่านั้น ที่จะนำสังคมไทยให้ดี และเจริญก้าวหน้าต่อไป






