รายงาน : พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา สืบสานพระปณิธานงานอนุรักษ์ ร.9

25.04.21 | 10:21 น.

รายงาน : พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา สืบสานพระปณิธานงานอนุรักษ์ ร.9

“พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา” หรือ Natural History Museum Walailak University ก่อสร้างขึ้นเพื่อสนองโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ซึ่งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างโดยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) เพื่อมุ่งให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งใหม่ของ จ.นครศรีธรรมราช

มวล.ได้จัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ภายใต้งานสนองพระราชดำริฯ อพ.สธ.เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ทรัพยากรของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดย มวล.ได้สืบสานพระปณิธานในงานอนุรักษ์ทรัพยากรของประเทศ ด้วยเป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน มีฐานทรัพยากรท้องถิ่นที่มีความโดดเด่น ทั้งด้านกายภาพ ชีวภาพ และมรดกภูมิปัญญา มีพื้นที่ติดเทือกเขาหลวงและทะเลฝั่งอ่าวไทย เป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติที่สวยงาม และอุดมสมบูรณ์

ศ.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและยุทธศาสตร์การพัฒนา มวล.กล่าวว่า โดยรูปแบบของอาคารเป็นเลข 8 มีคอร์ทน้ำตกกรุงชิง และคอร์ทชายหาด ตามแนวคิด “ตามรอยเจ้าฟ้าจากยอดเขาถึงใต้ทะเล” เพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยงบประมาณการก่อสร้างกว่า 300 ล้านบาท โดยขณะนี้มีความคืบหน้าในการก่อสร้างไปแล้วประมาณ 30% และจะเปิดให้บริการอย่างสมบูรณ์ในปี 2565

ลักษณะตัวอาคารตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ภายในอุทยานพฤกษศาสตร์ มวล.มีฉากหลังเป็นเทือกเขาหลวง มีการจัดแสดงนิทรรศการ 6 กลุ่ม คือ 1.ห้องเขาหลวงทรัพยากรมากมี : แสดงนิทรรศการของทรัพยากรกายภาพของเทือกเขาหลวง พืชพรรณ สัตว์ นก เห็ด รา และจุลินทรีย์ แสดงวิธีการนำทรัพยากรไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน 2.ห้องวิถีชนเผ่า-วัฒนธรรมพื้นบ้าน : นำเสนอเกี่ยวกับพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน (Ethno Botany) คือการนำพืชพรรณมาใช้ในวิถีชีวิตประจำวันของชนพื้นเมือง ชนเผ่า ที่จะแสดงวิถีชีวิตตามภูมิปัญญาของชนเผ่าซาไก มอแกน และชาวไทยทรงดำ

Advertisement

3.ห้องการจัดการลุ่มน้ำปากพนัง : แสดงผลการดำเนินงานของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอย่างยั่งยืน 4.ห้องชายฝั่งอุดมสมบูรณ์ : แสดงกายภาพ และชีวภาพของชายหาด เพื่อให้เข้าใจการใช้ประโยชน์ของวัตถุดิบชุมชนชายฝั่งเพื่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน การเข้าใจทางกายภาพของชายหาดแต่ละรูปแบบ การประมงพื้นบ้าน และสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศชายฝั่ง

5.ห้องบริบูรณ์ทรัพยากรอ่าวไทย : จัดแสดงองค์ความรู้ ด้วยการใช้ตู้แสดงสัตว์น้ำ 4 ตู้หลักเสมือนจริง คือ ตู้ปลาฉลาม หรือปลาดุร้าย ตู้เต่าทะเล ตู้ปะการัง และปลาสวยงาม พร้อมจัดระบบแสง สี เสียง ให้ผู้ชมได้ยินเสียงการสื่อสาร หรือการเวียนว่ายของสัตว์เหล่านั้น

และ 6.ห้องเกริกไกรเจ้าฟ้านักอนุรักษ์ : เป็นห้องเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราขสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการทรงงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากร 3 ฐาน คือ ด้านกายภาพ ชีวภาพ วัฒนธรรม และภูมิปัญญา ตลอดจนผลการดำเนินงานภายใต้โครงการ อพ.สธ.ที่จัดแสดงความคิดรวบยอดจากการเข้าชม

“ตอกย้ำถึงความมุ่งหมายของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ตามพระราโชวาท สมเด็จพระพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันพุธที่ 19 ตุลาคม 2548 ว่าท้ายที่สุดแล้ว ต้องการให้ทุกคนตระหนัก และเห็นคุณค่าของทรัพยากรของท้องถิ่น รู้จักอนุรักษ์ และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน การศึกษาเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอื่นด้วย เช่น ดิน หิน แร่ และสิ่งมีชีวิตทุกประเภท ทุกสิ่งที่กล่าวมาล้วนแต่มีความเกี่ยวพันกัน สิ่งหนึ่งสิ่งใดขาดไป ก็จะกระทบต่อการดำรงอยู่ของชาติ และประชาชน นอกจากศึกษาสภาวะของทรัพยากรธรรมชาติแล้ว การให้ความรู้แก่ประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทุกคนจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน อย่างยั่งยืนตลอดไป” ศ.ธวัชชัย กล่าว

นอกจากตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแล้ว ภายในพื้นที่อุทยานพฤกษศาสตร์ ยังมีอาคารที่พักสำหรับผู้เข้าพักเป็นแบบหมู่คณะ พื้นที่ลานกางเต็นท์ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ และมี Top Tree Tower เชื่อมระหว่าง Canopy Walkway จะมีพันธุ์สัตว์สวยงามให้ศึกษา และเยี่ยมชมในป่าพื้นล่าง นอกจากนี้ อุทยานพฤกษศาสตร์มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สามารถจัดกิจกรรม หรือกีฬาทางน้ำ สำหรับให้บริการนักท่องเที่ยว

อุทยานพฤกษศาสตร์แห่งนี้ จึงเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ แรงบันดาลใจ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่การสร้างกระบวนการเรียนรู้เชิงวิชาการ และการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากร และภูมิปัญญาวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ยังได้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์สนับสนุน “ชาติพันธุ์มานิ” (ซาไก) โดยได้รับทุนสนับสนุนจัดสร้างเบื้องต้นจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 2,000,000 บาท เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิตด้านชาติพันธุ์ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตท่ามกลางทรัพยากรป่าไม้ บนฐานของการพึ่งพิงอย่างสมดุล และพอเพียง

นักเรียน นักศึกษา ประชาชน และนักท่องเที่ยว สามารถเข้าเยี่ยมชม และร่วมกิจกรรมที่น่าสนใจของอุทยานพฤกษศาสตร์ มวล.ซึ่งเปิดให้บริการแล้ว