‘เคลียริ่งเฮาส์’เสียงแตก ม.ศิลปากรขอคัดเองบางสาขา มรภ.พระนครค้านบังคับมหา’ลัยร่วมรับตรง-เคลียริ่งเฮาส์

1.09.16 | 13:26 น.

จากกรณีที่ประชุมร่วมระหว่างที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) มี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เป็นประธาน มีข้อสรุปให้ยกเลิกระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์ ในปี 2561 และให้ปรับมาใช้ระบบการรับตรงกลางร่วมกัน จะมีการจัดสอบเพื่อนำคะแนนไปใช้ในการเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษา หลังจากนักเรียนเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ช่วงประมาณกลางเดือนมีนาคม หลังจากนั้นจะเปิดสอบวิชาความถนัดทั่วไป (GAT) การสอบวิชาความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ (PAT) และการสอบวิชาสามัญ 9 วิชา ซึ่งเป็นวิชาที่ใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หลังจากทราบคะแนนแล้วจะเปิดรับสมัครเลือกสาขาวิชาและมหาวิทยาลัยที่ต้องการเข้าเรียนได้ 4 อันดับ เมื่อเด็กเลือกแล้วมหาวิทยาลัยจะคัดเลือกเด็กตามลำดับคะแนน และแจ้งผลการคัดเลือกกลับมาที่ส่วนกลางเพื่อเข้าสู่ระบบเคลียริ่งเฮาส์ ซึ่งจะมีทั้งหมด 2 รอบ โดยล่าสุด ศธ.เตรียมเชิญมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) มาหารือถึงการใช้ระบบเดียวกันนั้น รวมทั้งอาจจะออกเป็นกฎกระทรวงหรือขอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้มหาวิทยาลัยดำเนินการตาม

เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายพงศ์ หรดาล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) พระนคร เปิดเผยว่า ภาพรวมเห็นด้วยกับระบบนี้ แต่ มรภ.เองก็อยากได้เด็กเก่ง หัวกะทิเข้าเรียนเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยยอดนิยม แต่ที่ผ่านมาจะมีปัญหาว่านักเรียนที่มาเรียน มรภ.จะเป็นคนที่ไม่สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยยอดนิยมได้ ซึ่งปัญหานี้มีมานานแล้ว ส่วนตัวจึงเห็นว่าอาจจะไม่จำเป็นต้องให้ มรภ.เข้าร่วมในระบบรับตรงกลางร่วมกันในทุกคณะ/สาขา แต่ให้เลือกเฉพาะคณะ/สาขาที่มีความเข้มแข็ง พอที่จะเข้าแข่งขันให้นักเรียนเลือกสมัครเรียนได้เข้าร่วม ส่วนคณะอื่นๆ ที่เหลือ มรภ.จะพัฒนาองค์ความรู้เพื่อรองรับนักเรียนที่พลาดจากการเคลียริ่งเฮาส์ รวมถึงให้โอกาสสำหรับนักเรียนที่ครอบครัวมีทุนทรัพย์น้อยได้มีโอกาสทางการศึกษา เพราะนักเรียนที่ผู้ปกครองพอมีทุนทรัพย์ก็อาจจะส่งลูกไปเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียง ทาง มรภ.เองยังยืนยันที่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่รองรับนักเรียนที่พลาดโอกาสในการคัดเลือก และมีทุนทรัพย์น้อยได้มีโอกาสทางการศึกษา ส่วนกรณีที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.มีแนวคิดจะให้แนวทางดังกล่าวมีความยั่งยืนโดยออกเป็นกฎกระทรวง หรือมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะเหมือนเป็นการบังคับมหาวิทยาลัยมากเกินไป น่าจะเปิดให้เข้าร่วมด้วยความสมัครใจมากกว่า

นายประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า ยังไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะยังไม่แน่ใจว่าระบบรับตรงกลางร่วมกันที่ออกมาเป็นอย่างไร จึงอยากหารือรายละเอียดร่วมกับ มรภ.และรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ในวันที่ 5 กันยายนนี้ก่อน แต่ส่วนตัวเห็นว่าระบบการจัดสอบรอบเดียวอาจจะไม่เหมาะสม ขณะนี้หากปล่อยให้มหาวิทยาลัยไปเปิดรับตรงเองก็ไม่ใช่เรื่องดี แต่ควรมีการจัดแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัย แล้วให้มหาวิทยาลัยแต่ละกลุ่มเปิดรับคัดเลือกนักเรียน เพื่อให้สามารถรับได้ตรงตามความต้องการจริงๆ ส่วนการแก้ปัญหาวิ่งรอกสอบสามารถทำได้ โดยให้มหาวิทยาลัยแต่ละกลุ่มกำหนดวันเวลาการรับนักศึกษาให้ตรงกัน ก็จะลดปัญหาการวิ่งรอกสอบลงได้ หากใช้แนวทางนี้จะเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนด้วย เพราะการให้สอบเพียงครั้งเดียวและนำชื่อเข้าระบบเคลียริ่งเฮาส์อาจจะทำให้นักเรียนเกิดความเครียด กดดัน และวันสอบอาจเกิดความตื่นเต้น ไม่สามารถทำข้อสอบได้อย่างเต็มที่

“ข้อกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบว่าจะเป็นภาระให้กับผู้ปกครองนั้น สามารถกำหนดอัตราค่าสมัครที่เป็นเกณฑ์กลาง และไม่แพงเกินไปให้มหาวิทยาลัยดำเนินการตามได้

รวมถึงกำหนดสถานที่จัดสอบให้สะดวกกับนักเรียนมากที่สุด และไม่ต้องเดินทางไกล ส่วนระบบรับตรงกลางร่วมกันจะสามารถลดปัญหากวดวิชาได้หรือไม่นั้น คิดว่าคงลดไม่ได้มากนัก และการกวดวิชาก็ยังคงต้องมี แต่คงไม่เพิ่มมากขึ้น เพราะทุกวันนี้ถือว่านักเรียนกวดวิชากันมาก จนกลายเป็นค่านิยมอยู่แล้ว” อธิการบดี มทร.ธัญบุรีกล่าว และว่า ส่วนแนวคิดที่จะออกเป็นกฎกระทรวง หรือมติ ครม.เพื่อให้มหาวิทยาลัยเข้าร่วมอาจไม่จำเป็น เพราะที่ผ่านมาระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษาเป็นการหารือร่วมกันของมหาวิทยาลัยเอง และที่ผ่านมาก็สามารถดำเนินไปได้ด้วยดี ไม่มีปัญหาอะไรมากนัก

Advertisement

นายชัยชาญ ถาวรเวช อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วย และ มศก.เองพร้อมที่จะเข้าร่วมกับระบบรับตรงกลางร่วมกัน เพียงแต่ในวิชาที่ต้องมีการทดสอบความถนัด ที่ต้องสอบภาคปฏิบัติเพื่อให้สามารถคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อได้ตรงกับความถนัดของเด็ก และความต้องการของคณะ/สาขาจริงๆ อาทิ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ คณะมัณฑนศิลป์ คณะดุริยางคศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็นต้น มหาวิทยาลัยจะขอแยกออกมาคัดเลือกเอง เพราะ มศก.มีมาตรฐานของตนเอง ส่วนสาขาอื่นๆ ก็เข้าร่วมกับระบบรับตรงกลางร่วมกัน ทั้งนี้ เชื่อว่าระบบนี้จะสามารถแก้ปัญหานักเรียนวิ่งรอกสอบได้ระดับหนึ่ง เพราะให้สอบวิชาที่ใช้ในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ทั้ง GAT/PAT และวิชาสามัญ 9 วิชาได้เพียงครั้งเดียว จากนั้นให้มหาวิทยาลัยส่งรายชื่อนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่ระบบเคลียริ่งเฮาส์ ทำให้นักเรียนไม่ต้องสอบหลายรอบ แต่ก็อาจจะกลับไปสู่ปัญหาเดิม คือ นักเรียนเกิดความเครียด

“เรื่องปัญหากวดวิชาจะลดลงหรือไม่หากมาใช้ระบบรับตรงกลางร่วมกันผมไม่แน่ใจ เพราะเป็นค่านิยมของนักเรียนและผู้ปกครอง ส่วนแนวคิดที่จะออกเป็นกฎกระทรวง หรือมติ ครม. เพื่อให้ระบบดังกล่าวมีความยั่งยืนนั้น มีข้อเสียตรงที่มหาวิทยาลัยต่างๆ อาจจะคัดค้าน เพราะเหมือนเป็นการบังคับมหาวิทยาลัยมากเกินไป ส่วนข้อดีทำให้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปในภาพรวม ทั้งนี้ ในส่วนของการดำเนินการในเรื่องนี้ที่ประชุม ทปอ.จะหารือทิศทางการดำเนินการร่วมกันในวันที่ 1 กันยายน” นายชัยชาญกล่าว

นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ในฐานะประธาน ทปอ. กล่าวว่า การประชุมวันที่ 1 กันยายนนี้ เป็นการหารือแนวทางดำเนินการรับตรงกลางร่วมกัน เพื่อนำข้อสรุปเข้าร่วมหารือกับรัฐมนตรีว่าการ ศธ. วันที่ 5 กันยายน ที่จะมีกลุ่ม มรภ.และ มทร.เข้าร่วมด้วย ซึ่งในหลักการ ทปอ.เห็นด้วยที่จะให้มีการจัดสอบรับตรงกลางร่วมกันเพื่อไม่ให้เด็กต้องวิ่งรอกสอบ ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง และมหาวิทยาลัยสามารถคัดนักเรียนเข้าเรียนได้ตรงความต้องการ เท่ากับว่ามหาวิทยาลัยสามารถเปิดรับตรงได้เช่นเดิม แต่ขอให้ใช้ข้อสอบเดียวกัน ส่วนจะวัดความถนัดอะไรก็สามารถระบุ เพื่อให้ ทปอ.ออกแบบการทดสอบให้