เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่บริเวณตลาดน้อย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้มีการจัดกิจกรรมผู้บริหารพบนิสิต โดยศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม รองศาสตราจารย์เทียนศักดิ์ เมฆพรรณโอภาส รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรยุทธ ชาติชนะยืนยง รองอธิการบดีฝ่ายอำนวยการบุคลากร รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล รองอธิการบดีฝ่ายแผนและกิจการพิเศษ อาจารย์ ดร.มลฤดี เชาวรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พชรวิทย์ จันทร์ศิริสิร คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ได้ร่วมพบปะรับฟังข้อคิดเห็น รวมถึงร่วมตอบข้อซักถามของนิสิต เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นปรับขึ้นค่าเล่าเรียนแบบเหมาจ่าย และประเด็นต่างๆ ของนิสิต ทั้งในด้านการเรียนการสอน ด้านสาธารณูปโภค ด้านความปลอดภัย
ศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยประเด็นปรับขึ้นค่าเล่าเรียนแบบเหมาจ่ายว่า ยังอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการรวบรวมข้อมูลจากหลายๆ ส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการปรับปรุงค่าเล่าเรียนนี้ยังมีขั้นตอนในการดำเนินดำเนินงานอีกหลายขั้นตอน ความเป็นไปได้ในการใช้อาจเริ่มต้นในปีการศึกษา 2561 โดยจะไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อนิสิตปัจจุบันที่กำลังศึกษาอยู่และนิสิตใหม่ที่กำลังจะเข้ามาในปีการศึกษา 2560 ด้วย นิสิตเหล่านี้ยังใช้การจ่ายค่าหน่วยกิต ค่าธรรมเนียมเดิมอยู่จนจบหลักสูตรการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคามมีการดำเนินการเรื่องการกำหนดค่าหน่วยกิตและค่าธรรมเนียมการศึกษาเหมาจ่ายที่เหมาะเพียงพอต่อการบริการจัดการของคณะ และไม่กระทบต่อนิสิตมากนัก โดยให้คำนึงถึงอัตราให้กู้ของกองทุนกู้ยืม เพื่อการศึกษาและเทียบเคียงค่าธรรมเนียมการศึกษาแบบเหมาจ่ายของคณะกับหลักสูตรอื่นของมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศ ก่อนนำข้อมูลเสนอต่อคณะกรรมการการบริหารมหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อการปรับปรุงค่าธรรมเนียมการศึกษา ระบบสารสนเทศ รวมถึงการส่งเสริมภาวะสุขภาพของนิสิต การเพิ่มพื้นที่การเรียนรู้และพื้นที่ออกกำลังกาย และสภาพแวดล้อมอื่นๆ ที่เหมาะสมกับนิสิต
ขณะที่ ผศ.ดร.วิรัติ ปานศิลา ประธานสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าการขึ้นการเทอมแบบเหมาจ่ายของมหาวิทยาลัยนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่เด็กๆ อาจจะได้รับผลกระทบเนื่องจากต้องจ่ายทีเดียว เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงจากเดิมก็น่าจะต้องฟังความคิดเห็นจากเด็กให้รอบคอบก่อน ส่วนตัวไม่เชิงเห็นด้วย เพราะเมื่อพลิกระบบ เด็กก็จะมีปัญหา ถึงแม้ว่าทางมหาวิทยาลัยอื่นๆ จะมีการปรับค่าเล่าเรียนแบบเหมาจ่ายไปแล้วหลายที่ หากมีการปรับเปลี่ยนจริงก็คงกระทบกับความรู้สึกของคนมากกว่า ซึ่งจริงๆ มีข้อขัดแย้งว่าถ้าจะต้องเหมาจ่ายทีเดียวมันลำบาก มันต้องค่อยๆ ขยับ ถ้าเด็กไม่เข้าใจก็จะมีปัญหาอื่นๆ ตามมา อีกอย่างหนึ่งคือ ทางมหาวิทยาลัยยังชี้แจงไม่ชัดเจน ว่าหากปรับแล้วเด็กจะได้อะไร ผลดีคืออะไร เพราะตอนนี้เท่าที่ดูผลดีเกิดขึ้นกับมหาลัย แต่ผลกระทบตกอยู่กับเด็ก มันเลยมีแต่ข้อเสียมันเดือดร้อนไปหมด
ด้าน ผศ.ดร.ประยูร วงศ์จันทรา กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้แทนคณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า การขึ้นค่าเทอมแบบเหมาจ่าย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ปรับขึ้นเร็วๆ นี้ จะมีการปรับในปีการศึกษา 2561 แต่ทุกคนเป็นห่วงว่า ปัจจุบันสิ่งอำนวยความสะดวกของมหาวิทยาลัยก็มีเท่านี้ การจะปรับขึ้นต้องมีคำตอบว่าปรับขึ้นแค่นี้ มันจะมีอะไรดีขึ้นบ้าง เช่น ห้องเรียน สวัสดิการเด็ก อาคารสถานที่ หรือโรงอาหาร เป็นต้น ที่จะเพิ่มขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวก รวมถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเด็ก จะต้องมีคำตอบตรงนี้ด้วย สิ่งที่เด็กรับไม่ได้ก็คือ เราเคยจ่ายค่าหน่วยกิตรวมค่าธรรมเนียมในแต่ละเทอม อยู่มาวันหนึ่งจะมาเป็นแบบเหมาจ่าย โดยไม่สนใจค่าหน่วยกิตจะล็อกสเปกว่าคุณต้องจ่ายเท่านั้นเท่านี้ เด็กจะผ่อนสั้นผ่อนยาวในการลงทะเบียน เพราะมีเงินเพียงแค่นี้แค่นั้นก็ทำไม่ได้ มันไม่ยืดหยุ่น บางคนบางครอบครัวมีปัญหาเรื่องเงิน มีวิถีชิวิตที่ไม่เหมือนกัน เด็กบางคนตั้งข้อสงสัยว่าค่าเทอมแบบเหมาจ่ายนั้น เอาอะไรเป็นฐานคิด คิดอย่างไร ทำไมค่าใช้จ่ายแพงขึ้นมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ บางหลักสูตรแพงขึ้นถึง 100 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไป ตรงนี้คือประเด็น ทางมหาวิทยาลัยต้องมีคำตอบและอธิบายให้กับเด็กให้ชัดๆ ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัว ถามว่าควรจะปรับขึ้นค่าเทอมหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าควร แต่ก็ต้องชี้แจงและต้องมีคำตอบว่าถ้าขึ้นแล้วเด็กได้อะไร อาจารย์ คณาจารย์ บุคลากรได้อะไร สุดท้ายอยากจะบอกว่าใช้ระบบแบบเดิมก่อนได้มั้ย และค่อยๆ ขยับขึ้น ซึ่งนิสิตร้อยละ 98 เป็นเด็กภาคอีสานที่มาเรียนที่นี่ และร้อยละ 95 ที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีอาชีพเป็นเกษตรกร ซึ่งหลายฝ่ายมีความเป็นห่วงตรงนี้

