หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา นักวิชาการจุฬ...

นักวิชาการจุฬาฯห่วง ทปอ.เปิดช่องรับตรงหลังเคลียริ่งเฮาส์ หวั่นกันที่รับเด็ก

3.09.16 | 12:07 น.

จากกรณีที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีมติให้ยกเลิกระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์ ในปีการศึกษา 2561 ตามที่ที่ประชุมร่วมระหว่าง ทปอ.และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีข้อสรุปร่วมกัน โดยจะใช้ 3 ระบบการรับคือ 1.การรับเข้าเรียนในระบบโควต้า ที่สามารถรับได้ตลอดทั้งปี แต่ต้องไม่ใช่การสอบ อาทิ โควต้านักกีฬา เด็กโอลิมปิกวิชาการ เป็นต้น 2.การเคลียริ่งเฮาส์ 2 ครั้ง โดยใช้ข้อสอบกลางซึ่งจัดสอบเพียงครั้งเดียว และ 3.ระบบรับตรง ที่มหาวิทยาลัยดำเนินการเองได้ แต่ต้องดำเนินการหลังจากเคลียริ่งเฮาส์เรียบร้อยแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 2 กันยายน นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) และประธาน ทปอ.เปิดเผยว่า จะนำข้อสรุปที่ได้เสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณาในที่ประชุมร่วมระหว่าง ทปอ. มรภ. และ มทร. ในวันที่ 5 กันยายน หากไม่มีอะไรขัดข้องกับแนวทางดังกล่าว ทปอ.จะไปกำหนดรายละเอียดระยะเวลาในการจัดสอบต่างๆ ให้ลงตัว รวมถึงพัฒนาระบบการคัดเลือกทั้งหมดให้คล่องตัว แม่นยำ โดยเฉพาะการพัฒนาข้อสอบวิชาความถนัดทั่วไป (GAT) การสอบวิชาความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ (PAT) และข้อสอบวิชาสามัญ 9 วิชา ให้มีมาตรฐาน และรองรับความต้องการของมหาวิทยาลัยทุกแห่งได้

“ที่สุดแล้ว อยากให้ทุกมหาวิทยาลัย ทั้ง ทปอ. มรภ. และ มทร.ใช้ระบบเดียวกัน ทั้งนี้ในหลักการที่ตกลงกัน การคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนรูปแบบใหม่นี้ จะตอบสนองทั้ง 2 ฝ่าย คือนักเรียนเลือกที่เรียนได้ ขณะที่มหาวิทยาลัยก็เลือกเด็กได้ด้วย โดยที่เด็กไม่ต้องวิ่งรอกสอบ ไม่เป็นภาระค่าใช้จ่าย โดยจะให้สมัครผ่านเว็บไซต์ ไม่เก็บเงินค่าสมัครนักเรียนล่วงหน้า จนกว่ากระบวนการคัดเลือกเสร็จสิ้น มหาวิทยาลัยรับเด็กเข้าเรียนเรียบร้อยแล้วจึงให้ชำระเงิน ที่สำคัญอยากทำความเข้าใจว่า การที่มหาวิทยาลัยสอบตรงจำนวนมาก ไม่ได้ต้องการเงิน และรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาก็ไม่ได้มากนัก แต่ที่ต้องรับตรงเองเพราะต้องการเด็กตรงตามที่มหาวิทยาลัยต้องการ และระบบใหม่นี้ก็ไม่ใช่ระบบเอ็นทรานซ์ที่คัดเลือกเด็กจากการเรียงลำดับคะแนนอย่างเดียว แต่ระบบใหม่จะดูหลายส่วน ทั้งคะแนนสะสม คะแนนความถนัด ฯลฯ” นพ.อุดมกล่าว

นายพงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม ประธานแอดมิสชั่นส์ฟอรั่ม กล่าวว่า ที่ประชุม ทปอ.ยังไม่มีชื่อเรียกระบบการคัดเลือกใหม่ แต่คาดว่าในการประชุมวันที่ 5 กันยายน น่าจะได้ข้อสรุปชื่อเรียกระบบคัดเลือกใหม่ ทั้งนี้ ระบบการคัดเลือกใหม่จะเริ่มใช้ปีการศึกษา 2561 จะใช้กับนักเรียนชั้น ม.5 ในขณะนี้

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แนวคิดของ ทปอ.ในการจัดระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั้ง 3 ระบบ ส่วนตัวเห็นว่าแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้ 60% เช่น ลดปัญหาการวิ่งรอกสอบได้ในระดับหนึ่ง แต่อาจเกิดปัญหาใหม่ขึ้น คือทำให้เกิดความลักลั่น และไม่เป็นธรรมของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก กลุ่ม มรภ. กลุ่ม มทร. และกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน หากมหาวิทยาลัยทุกกลุ่มเข้าร่วมระบบใหม่ จะทำให้มหาวิทยาลัยชื่อดังและมหาวิทยาลัยรัฐดูดเด็กเก่งไปก่อน แต่หาก มรภ. มทร. และมหาวิทยาลัยเอกชนไม่เข้าร่วม ก็จะเกิดมหกรรมการแย่งเด็กกันขึ้น โดยมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกของ ทปอ.จะได้เด็กเก่งไปก่อนเช่นกัน ขณะที่การกำหนดให้รับตรงภายหลังการเคลียริ่งเฮาส์ ก็อาจทำให้คณะและมหาวิทยาลัยต่างๆ กำหนดจำนวนรับในระบบเคลียริ่งเฮาส์จำนวนหนึ่ง แล้วค่อยไปเปิดรับตรงภายหลัง ซึ่งก็จะทำให้การวิ่งรอกสอบกลับมาเช่นเดิม โดยเฉพาะหากคณะหรือมหาวิทยาลัยชื่อดังเปิดรับตรง ก็จะเกิดปัญหาการสละสิทธิเพื่อเข้าคณะใหม่

Advertisement

“ผมเห็นว่าไม่มีระบบคัดเลือกใดที่สมบูรณ์แบบ แต่ระบบใหม่ไม่ควรเปิดช่องให้มหาวิทยาลัยรับตรงหลังการเคลียริ่งเฮาส์อีก เพราะจะเป็นช่องว่างให้มหาวิทยาลัยนำไปเปิดรับตรง ซึ่งเด็กจะเดือดร้อน ขณะที่มหาวิทยาลัยจะพบปัญหาการสละสิทธิ ก็เดือดร้อนเช่นกัน นอกจากนี้การให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดองค์ประกอบในการคัดเลือก ซึ่งมีความแตกต่างกันมาก จะส่งผลให้เด็กเครียดมากขึ้น” นายสมพงษ์กล่าว

นายเกรียงศักดิ์ โชควรกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มรภ.ชัยภูมิ กล่าวว่า มุมมองส่วนตัวเห็นว่าระบบรับตรงกลางร่วมกันเป็นประโยชน์ในภาพรวม ทำให้ มรภ.ได้รับการยอมรับเทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยอื่นๆ แต่ประเด็นที่สำคัญคือ กลุ่ม มรภ.อาจจะรับเด็กได้น้อยกว่ามหาวิทยาลัยยอดนิยม เพราะเป็นตัวเลือกสุดท้ายของนักเรียน และไม่ได้เด็กหัวกะทิเข้ามาเรียน ขณะที่ปรัชญาของ มรภ.เน้นรับเด็กท้องถิ่นในกลุ่มจังหวัด เนื่องจากรู้จักบริบทของพื้นที่ดี แต่หากใช้วิธีการรับตรงกลางร่วมกัน ก็อาจทำให้ได้นักเรียนจากหลายจังหวัดมาเข้าเรียน และบางคนอาจไม่ได้อยากเข้าเรียน มรภ.จริงๆ

“อย่างไรก็ตาม ระบบรับตรงกลางร่วมกันเป็นระบบที่ดี แต่อาจไม่เหมาะกับบริบทของมหาวิทยาลัยบางประเภท โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเล็กๆ รวมถึง มรภ.และ มทร.บางแห่ง ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการรับนักเรียนเข้าเรียนได้น้อย เพราะมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ เปิดรับตรงหลายรอบอยู่แล้ว ดังนั้น จึงอยากเสนอให้พิจารณาเริ่มต้นใช้เฉพาะมหาวิทยาลัย หรือ มรภ.ที่มีความพร้อมก่อน ส่วนมหาวิทยาลัยเล็กๆ อยากจะมีแนวทางช่วยเหลือวิธีอื่น หรือให้อิสระในการรับนักเรียนเข้าเรียน” นายเกรียงศักดิ์กล่าว