เรียนไทยได้จีน : นิทานสุภาษิตจีน (223) 成语故事 (二二三)
นิทานสุภาษิตจีนที่ “เรียนไทยได้จีน” จะนำเสนอในฉบับนี้คือ 分道扬镳/分道揚鑣 fēn dào yánɡ biāo (เฟิน ต้าว หยางเปียว) โดย คำว่า 分 fēn (เฟิน) แปลว่า แบ่ง แยก แยกทาง 道 dào (ต้าว) แปลว่า ทางเดิน อุดมคติ 扬镳/揚鑣 yánɡ biāo (หยางเปียว) แปลว่า ชักบังเหียนม้า บังคับม้าให้เดินหน้า เมื่อรวมกันแล้วแปลว่า ชักม้าให้เดินไปในทิศทางของใครของมัน ซึ่งหมายถึงคนที่มีอุดมการณ์ มีนิสัย มีวิถีที่แตกต่างกัน ก็แยกทางการไป ไม่ข้องเกี่ยวกัน ใช้ได้ในทุกระดับ ตั้งแต่การเมือง การปกครองสังคม หรือในระดับครอบครัว ก็ใช้คำนี้ได้
จีนในยุคแบ่งแยกเป็นสองรัฐใหญ่ เหนือ และใต้ จึงเรียกยุคนี้ว่ายุคราชวงศ์เหนือใต้ 南北朝 Nán Běi Cháo (หนานเป่ยเฉา) รัฐทางเหนือชื่อว่า รัฐเป่ยเว่ย 北魏 Běiwèi ตั้งเมืองหลวงอยู่บริเวณมองโกลเลีย ต่อมาได้ย้ายเมืองหลวงลงมาบริเวณมณฑลซานซี ซึ่งต่อมารัฐเป่ยเว่ยได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นรัฐอย่างเต็มตัว แต่รัฐนี้ก็ไม่ค่อยจะเข้มแข็งนัก เพราะต้องสู้ศึกรอบทิศ และการเมืองภายในแตกแยก
ต่อมามีกษัตริย์ผู้ทรงปรีชาสามารถมากพระองค์หนึ่งพระนาม เซี่ยวเหวินตี้ 孝文帝 Xiàowéndì พระองค์ทรงเห็นปัญหาทั้งหลายซึ่งยากจะแก้ไขได้แล้ว และทรงย้ายเมืองหลวงเป็นครั้งที่สามแห่งราชวงศ์นี้ โดยไปตั้งเมืองหลวงใหม่ขึ้นที่เมืองลัวะหยาง มณฑลเหอหนาน และปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ จนทำให้รัฐเว่ยในยุคนี้เจริญรุ่งเรือง และเข้มแข็งขึ้นมาก จนขยายดินแดนไปทั่วทุกทิศ ภายใต้ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยผู้ช่วยที่มีความสามารถ
ดังนั้น ในยุคของเซี่ยวเหวินตี้ พระองค์จึงทรงให้ความสำคัญกับบุคลากรอย่างยิ่ง พระองค์ทรงมีคนเก่งมาทำงานให้มากมาย คนเก่งเหล่านี้ที่มีส่วนสำคัญทำให้พระองค์กลายเป็นกษัตริย์ที่ประสบความสำเร็จในการปกครองประเทศมากที่สุดพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์จีน แม้ว่ามีบุคลากรผู้เก่งกาจจำนวนมาก ก็ย่อมนำมาซึ่งปัญหาในการปกครองมาก โดยเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่นำมาเล่าก็คือที่มาของสุภาษิตนี้

(ที่มาภาพ:http://image.baidu.com/search)
มีเรื่องเล่าว่า มีขุนนางหนุ่มคนหนึ่งนามว่า หยวนจื้อ 元志/元誌 Yuán Zhì ด้วยความเก่งกล้าสามารถ เขาจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการเมืองหลวงตั้งแต่ยังหนุ่ม หยวนจื้อคนนี้เป็นคนที่หยิ่งยโสในความสามารถของตน เขาไม่เห็นขุนนางคนอื่นๆ อยู่ในสายตา ทำให้เป็นที่หมั่นไส้ของขุนนางหลายคน
มีครั้งหนึ่ง ในระหว่างที่หยวนจื้อขึ้นรถเทียมม้าออกตรวจการรอบเมือง ขบวนรถของเขายิ่งใหญ่มาก ไปถึงไหนผู้คนก็จะหลบทางให้ แต่ในวันนี้ บังเอิญมีขบวนรถของขุนนางผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งนามว่า หลี่เปียว 李彪 Lǐ Biāo ขบวนทั้งสองสวนกันกลางถนน ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมหลบทางให้กัน ตามตำแหน่งแล้ว หลี่เปียวมีตำแหน่งที่ใหญ่กว่า ดังนั้น หยวนจื้อจึงควรหลบทางให้ แต่เพราะเขาไม่เคยเห็นคนอื่นอยู่ในสายตา จึงไม่ยอมหลบ
เมื่อตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องนำเรื่องไปให้กษัตริย์เซี่ยวเหวินตี้ตัดสิน ด้วยพระปรีชาของพระองค์ที่ไม่ต้องการให้เกิดกลุ่มขุนนางแตกแยก พระองค์จึงตรัสว่า ข้าใหญ่ที่สุดในรัฐแห่งนี้ เมืองนี้ก็เป็นของข้า ดังนั้น พวกท่านเมื่อพบเจอกันระหว่างทาง ก็ให้แยกย้ายกันไปคนละทาง ทุกคนต้องหลบให้กันและกัน ทุกอย่างก็จบลงด้วยบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ต่อมาคำนี้จึงกลายเป็นภาษิตที่มีความหมายว่า เมื่อมีความคิด อุดมการณ์ หรือวิถีที่ไม่ตรงกัน ก็จงอย่าอยู่ด้วยกันให้เหนื่อยใจ ให้แยกกันไปเสียจะดีกว่า
ข้อคิดจากประโยคสุภาษิตนี้
成语比喻:目标不同,各走各的路。
成語比喻:目標不同,各走各的路。
Chénɡyǔ bǐyù: Mùbiāo bùtónɡ, ɡè zǒu ɡè de lù.
เฉิงยหวี่ ปี่ยวี่ : มู่เปียว ปู้โถง, เก้อ โจ่ว เก้อ เตอะ ลู่
สุภาษิตเปรียบว่า เป้าหมายไม่เหมือนกัน ก็ไปทางใครทางมัน
ประโยคตัวอย่างที่ใช้สำนวนสุภาษิตนี้ เช่น
我们虽然合伙开办了公司,但自昨天的争执后,我们便分道扬镳了。
我們雖然合夥開辦了公司,但自昨天的爭執後,我們便分道揚鑣了。
Wǒmen suīrán héhuǒ kāibànle ɡōnɡsī, dàn zì zuótiān de zhēnɡzhí hòu, wǒmen biàn fēndàoyánɡbiāole.
หวั่วเหมิน ซุยหร่าน เหอหั่ว ไคป้าน เลอะ กงซือ, ต้าน จื้อ จั๋วเที่ยน เตอะ เจิงจื๋อ โห้ว, หวั่วเหมิน เปี้ยน เฟิน ต้าว หยางเปียว เลอะ
แม้ว่าพวกเราจะร่วมกันเปิดบริษัท แต่จากความขัดแย้งกันเมื่อวานนี้ พวกเราจึงแยกทางกัน

