เหลือเดน!! อดีตเลขาฯ กกอ.ห่วงรับตรงหลังเคลียริ่งเฮาส์ทำเด็กสละสิทธิ สถาบันที่ถูกเมินกลายเป็น ‘มหาวิทยาลัยเหลือเดน’

5.09.16 | 12:00 น.

กรณีที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีมติให้ยกเลิกระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์ ในปีการศึกษา 2561 ตามข้อเสนอที่ ทปอ.และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีข้อสรุปร่วมกัน โดยจะใช้ 3 แนวทางการรับคือ 1.การรับเข้าเรียนในระบบโควต้า ที่สามารถรับได้ตลอดทั้งปี แต่ต้องไม่ใช่การสอบ อาทิ โควต้านักกีฬา เด็กโอลิมปิกวิชาการ เป็นต้น 2.การเคลียริ่งเฮาส์ 2 ครั้ง โดยใช้ข้อสอบกลางซึ่งจัดสอบเพียงครั้งเดียว และ 3.ระบบรับตรง ที่มหาวิทยาลัยดำเนินการเองได้ แต่ต้องดำเนินการหลังจากเคลียริ่งเฮาส์เรียบร้อยแล้ว ทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย โดยส่วนที่เห็นด้วยมองว่าเป็นการลดค่าภาระใช้จ่ายในการสมัครสอบ และให้โอกาสเด็กที่อยู่ต่างจังหวัดมีที่เรียนในเมืองมากขึ้น ส่วนที่ไม่เห็นด้วยมองว่าเพิ่มความเครียดเรื่องการหาที่เรียน ต้องสอบแบบเหมาบุฟเฟ่ต์ และต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่มนั้น

นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ประธาน ทปอ.เปิดเผยว่า ทปอ.ไม่อยากให้หลายฝ่ายกังวล เพราะระบบการรับนักเรียนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แนวทาง จะช่วยลดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นวิ่งรอกสอบ ลดภาระเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง แก้ปัญหาความเหลื่อม กรณีที่นักเรียนมองว่าเด็กในเมืองจะมีโอกาสมากกว่าเด็กชนบทห่างไกลนั้น ทปอ.มีช่องทางการรับในระบบโควต้า ซึ่งมหาวิทยาลัยกำหนดรายละเอียดได้ว่าจะรับโควต้าอะไร ประเภทไหน เพียงแต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่จัดสอบเอง หากจะวัดโดยการสอบให้ใช้ข้อสอบกลางร่วมกันเท่านั้น ซึ่งช่องทางนี้เปิดโอกาสให้เด็กได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยใกล้บ้าน หรือมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นของตนเอง ส่วนที่หลายฝ่ายห่วงว่ามหาวิทยาลัยจะแบ่งสัดส่วนการรับในระบบโควต้า และเคลียริ่งเฮาส์น้อย แต่รับตรงเพิ่มขึ้นนั้น ไม่อยากให้กังวลเกินไป เพราะระบบโควต้า และเคลียริ่งเฮาส์ จะกรองเด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้วกว่า 90% เหลืออีก 10% ซึ่งเป็นเด็กส่วนน้อยที่จะเข้าสู่ระบบรับตรงในช่วงสุดท้าย

“ทปอ.เองไม่อยากให้กะเกณฑ์มหาวิทยาลัยมากเกินไป ต้องให้มีทางออกของตัวเอง ที่สำคัญไม่มีช่วงที่จะเคลียริ่งเฮาส์รอบ 3 ได้ทัน ขณะเดียวกันก่อนรับนักศึกษา ระบบจะรู้ว่าแต่ละแห่งมีที่นั่งว่างจำนวนเท่าไร หากมหาวิทยาลัยใดรับโควต้า หรือเคลียริ่งเฮาส์น้อย เพื่อกั๊กที่ไว้รับตรงรอบสุดท้าย มหาวิทยาลัยอื่นๆ คงไม่ยอม ส่วนจะกำหนดสัดส่วนการรับในแต่ละระบบให้ชัดเจนขึ้นหรือไม่นั้น ต้องหารือในรายละเอียด วันนี้เราต้องหารือถึงระบบใหญ่ที่ ต้องการให้การรับเด็กเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) จะเข้าร่วมหรือไม่นั้น ไม่ใช่อำนาจของ ทปอ.แต่อยากให้มองในแง่ดีว่าหากใช้ระบบเดียวกัน จะยกระดับการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้คุณภาพการศึกษาแตกต่างกันค่อนข้างมาก” นพ.อุดมกล่าว

นพ.อุดมกล่าวอีกว่า ส่วนหลักเกณฑ์องค์ประกอบในการรับเข้าเรียนนั้น หลักๆ ให้เป็นอำนาจของมหาวิทยาลัย คณะ/สาขาที่รับกำหนดเอง เพื่อให้นักศึกษาได้ตรงตามความต้องการ ส่วนจะกำหนดให้มหาวิทยาลัยใช้คะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรชั้นมัธยมปลาย (GPAX) และคะแนนทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) มาเป็นองค์ประกอบหรือไม่นั้น ต้องหารือ ทั้งนี้ คิดว่าการประชุมร่วมวันที่ 5 กันยายนนี้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.อาจกำหนดเป็นนโยบายให้มหาวิทยาลัยใช้ GPAX และโอเน็ต เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการรับเข้าเรียนก็เป็นได้ เพราะเท่าที่ดูนโยบาย ต้องการให้เด็กตั้งใจเรียนในห้องเรียนจนจบ

นายภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) และอดีตประธาน ทปอ.กล่าวว่า ถ้า พล.อ.ดาว์พงษ์ยึดตามมติ ทปอ.ส่วนตัวมองว่าจะดีกว่าระบบการคัดเลือกที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่ต้องไปคิดรายละเอียดต่อในบางส่วน โดยมีข้อน่าสังเกตดังนี้ 1.ควรใช้ผลการเรียนเป็นองค์ประกอบร่วมในการคัดเลือก ถ้าไม่ใช้ผลการเรียนเลย เท่ากับไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เท่ากับทำลายระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้น ต้องแปลโจทย์ปรัชญาของระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานมาสู่การปฏิบัติให้ได้ ส่วนถ้าใช้ผลการเรียนเป็นองค์ประกอบร่วม มีเสียงติงว่าเด็กจะกวดวิชาการเพื่อให้ผลการเรียนดีขึ้นนั้น ถ้าเป็นเช่นนั้นน่าจะดีกว่าไม่ใช้ผลการเรียนหรือไม่ ถ้ามองว่าระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานยังไม่ดี จึงไม่ควรนำมาใช้คัดเลือก ก็เป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง ถ้าเห็นว่าไม่ดี ก็ควรต้องปรับระบบการเรียนการสอน และการวัดผลประเมินผลให้ดีขึ้น และให้สะท้อนความเป็นจริง แต่ไม่ใช่นำมาเป็นเหตุผลที่จะไม่ใช้ผลการเรียนในการคัดเลือกเด็ก 2.กรณีมีข่าวว่าเคลียริ่งเฮาส์ 2 รอบ แต่ละรอบให้เลือกคณะ 4 อันดับนั้น ใช้ตาม UCAS ของอังกฤษที่ให้เลือก 4 อันดับ แต่ถามว่าทำไมไม่เพิ่มเป็น 6 อันดับ ซึ่งจะทำให้เด็กมีอันดับในการเลือกมากขึ้น โอกาสที่จะเข้ามหาวิทยาลัยตั้งแต่รอบแรกก็จะมากขึ้นด้วย

Advertisement

“แนวคิดของผมอาจผิดก็ได้ ประเด็นคือก่อนที่จะกำหนด 4 อันดับ หรือกี่อันดับ ควรต้องวิจัย ไม่ควรนั่งเทียนคิดเอา ถ้าผมเป็นคนใน ผมจะทำวิจัย และดูสถิติ แต่ผมเป็นคนนอก ซึ่งจากประสบการณ์พบว่า 4 อันดับ น้อยไป” นายภาวิชกล่าว

นายภาวิชกล่าวต่อว่า และ 3.ทปอ.ได้คิดเผื่อไว้บ้างหรือไม่ว่าในการเคลียริ่งเฮาส์ทั้ง 2 รอบ อาจจะมีมหาวิทยาลัยที่ได้รับความนิยมต่ำ ไม่ได้ถูกเลือกทั้ง 4 อันดับเลยก็ได้ ซึ่งถ้าดูตามมติ ทปอ.จะเปิดให้มหาวิทยาลัยที่ยังมีที่นั่งไม่เต็ม มารับด้วยระบบรับตรงหลังการเคลียริ่งเฮาส์ได้ ถามว่าจะยิ่งสร้างปัญหาให้มหาวิทยาลัยกลุ่มดังกล่าวหรือไม่ แทนที่จะได้เด็กใกล้บ้านตั้งแต่แรก กลับไม่ได้เลย แถมเคลียริ่งเฮาส์ 2 รอบ ก็คัดเด็กไปหมดแล้ว มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ก็จะกลายสภาพมาเป็นมหาวิทยาลัยเหลือเดนที่เด็กไม่ต้องการ ฉะนั้น ทปอ.ต้องคิดรายละเอียดให้รอบคอบ ไม่สร้างปัญหาให้มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ต้องมาแก้ไขทีหลัง ซึ่งแน่นอนว่ามหาวิทยาลัยกลุ่มดังกล่าวควรต้องพัฒนาตัวเองให้มีจุดแข็งทางวิชาการ เพื่อให้เป็นที่ต้องการของเด็กที่จะเลือกเรียนด้วย แต่โดยระบบการคัดเลือกก็ควรต้องช่วยมหาวิทยาลัยด้วยอีกทาง

ผู้สื่อข่าวถามว่า คาดว่าจะมีมหาวิทยาลัยที่กลายสภาพเป็นมหาวิทยาลัยเหลือเดนเพราะเด็กไม่เลือกเลยกี่แห่ง นายภาวิช กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าจะดึงมหาวิทยาลัยเอกชน มรภ.และ มทร.เข้ามาร่วมด้วยหรือไม่ เพราะถ้าดึงมาร่วมด้วย จะเกิดมหาวิทยาลัยเหลือเดนจมเลย ที่บางคณะเด็กจะไม่เลือกเลยสักอันดับทั้ง 2 รอบ

“ระบบใหม่ดีกว่าปัจจุบันอยู่เล็กน้อย ตรงที่เด็กไม่ต้องเพ่นพ่านสอบในเวลาเรียน ที่ผ่านมาเด็กยังไม่จบ แต่ต้องวิ่งรอกสอบตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เคยเจออาจารย์โรงเรียนแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ บอกว่าหยุดสอนเพราะเด็กไปสอบมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ถ้ามหาวิทยาลัยจัดสอบ 3 วัน ก็ต้องหยุดสอนทั้ง 3 วัน แล้วการจัดสอบระบบรับตรงของมหาวิทยาลัยลักษณะดังกล่าว ไม่ได้มีมหาวิทยาลัยเดียว แต่เกิดขึ้นในหลายมหาวิทยาลัย เท่ากับเกิดขึ้นทั้งปีการศึกษา ส่งผลต่อระบบการเรียนการสอนในชั้นเรียนอย่างมาก และถ้าระบบการคัดเลือกไม่ใช้ผลการเรียนมาร่วมเป็นองค์ประกอบในการคัดเลือก เชื่อว่าปัญหาการกวดวิชาจะเพิ่มขึ้นแน่” นายภาวิชกล่าว

นางสุภกร พงศบางโพธิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยพะเยา (มพ.) กล่าวว่า ได้ร่วมประชุมกับ ทปอ.เบื้องต้นที่ประชุมมีข้อสรุปรับหลักการในการรับนิสิตนักศึกษาระบบใหม่ในปีการศึกษา 2561 โดยการสอบทั้งหลายจะมีเฉพาะในช่วงหลังเรียนจบในโรงเรียน คือช่วงเดือนมีนาคม แต่จะหารือภายหลังถึงการปรับปรุงข้อสอบต่างๆ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ส่วนการรับเข้าจะใช้ระบบการเคลียริ่งเฮาส์ 2 รอบ โดยมหาวิทยาลัยกำหนดเกณฑ์กันเองว่าจะเอาคะแนนจากการสอบ หรือองค์ประกอบใดบ้าง ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้ต้องแจ้งให้นักเรียนรู้ล่วงหน้า ส่วนการรับตรง โครงการพิเศษ หรือโครงการเฉพาะอื่นๆ ที่ไม่ต้องใช้การสอบ มหาวิทยาลัยยังคงดำเนินการได้ปกติ ซึ่งการรับเข้าระบบดังกล่าวนี้ มพ.รับได้เนื่องจากเป็นไปตามแนวทางของอธิการบดี มพ.ที่วางไว้แต่แรก อาทิ ไม่อยากให้นักเรียนวิ่งรอกสอบหลายรอบ ไม่อยากให้เสียค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบจำนวนมาก และอยากให้นักเรียนตัดสินใจเลือกคณะ และสาขาที่อยากเรียนจริงๆ

นางสุภกรกล่าวอีกว่า ส่วนตัวมองว่าข้อสรุปของ ทปอ.เป็นแนวทางที่ดี เป็นไปในลักษณะที่ช่วยเหลือเด็ก ให้โอกาสกับมหาวิทยาลัยที่มีระบบการรับตรง และโควต้า ที่ใช้เพียงแฟ้มผลงาน หรือที่ไม่ต้องใช้การสอบ ซึ่งทำได้ตลอดเวลา แต่ระบบรับตรง และโควต้า ที่ต้องใช้คะแนนสอบ ก็ให้สอบพร้อมกัน ซึ่ง มพ.ไม่ได้รับผลกระทบกับระบบใหม่นี้ เพราะข้อสรุปของ ทปอ.เป็นแนวทางที่ตรงกับนโยบายการรับเข้าศึกษาของ มพ.โดยเฉพาะการรับตรงที่ให้โอกาสทางการศึกษากับนักเรียนที่ตั้งใจใฝ่ฝันอยากจะเรียน เป็นโครงการความร่วมมือกับโรงเรียน ผ่านการคัดกรองจากโรงเรียนในเบื้องต้น ใช้เพียงเกรดเฉลี่ยที่ติดตัวมาจากโรงเรียน และการเขียนประวัติ เป้าหมายการศึกษา เป้าหมายชีวิต เช่นเดียวกับการสมัครเรียนในต่างประเทศ แทนการมาสัมภาษณ์ ที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และเป็นภาระของผู้ปกครอง เกรดเฉลี่ยต่ำสุดที่ใช้สมัครคือ 2.0 เพราะมหาวิทยาลัยเห็นว่านักเรียนที่มีผลการเรียน 2.0 ขึ้นไปจะเรียน และศึกษาต่อจนจบระดับอุดมศึกษาได้ ส่วนโครงการอื่นๆ ที่ต้องใช้คะแนนการสอบ ก็เป็นไปตามแนวทางที่สรุป แต่การรับเข้าศึกษาของทุกมหาวิทยาลัยจะทำแบบเดียวกันทั้งหมดคงไม่ใช่ โดยเฉพาะบางมหาวิทยาลัยที่มีเป้าหมายเฉพาะ อาจต้องมีการคัดเลือก และมีกฎเกณฑ์ที่เข้มข้น

น.ส.ภัทราภรณ์ ก้านสนธ์ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนสิรินธร จ.สุรินทร์ กล่าวว่า เห็นด้วยที่ ทปอ.ยกเลิกแอดมิสชั่นส์ และเปลี่ยนมาใช้ระบบโควต้า เคลียริ่งเฮาส์ และรับตรง เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของตน การสอบเก็บคะแนนระหว่างเรียน ทำให้เครียดทั้งเรื่องเรียน และเรื่องสอบ หากเปลี่ยนระบบใหม่ จะได้เรียนเต็มหลักสูตร ไม่ต้องไปเสียเวลา และค่าใช้จ่ายกวดวิชาเพิ่ม และไม่ต้องเรียนหลักสูตรล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังลดภาระค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบ และลดการวิ่งรอกสอบหลายที่ด้วย ปัญหาอีกเรื่องของการเปิดสอบหลายรอบทำให้รู้สึกสับสนในการเลือกคณะเรียน

“อย่างไรก็ตาม อยากให้ระบบใหม่เปิดสอบ 2 รอบ เพื่อช่วยนักเรียนที่เจ็บป่วยระหว่างสอบรอบแรก และช่วยนักเรียนที่สอบได้คะแนนน้อย มีโอกาสสอบปรับคะแนน” น.ส.ภัทรภรณ์กล่าว