เมื่อวันที่ 5 กันยายน พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานประชุมคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ว่า ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการจัดทำมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยในรูปแบบของการคืนเงิน (Cash Rebate) หลังจากเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม คณะรัฐมนตรี มีมติรับทราบหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขสำหรับมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ล่าสุดกรมการท่องเที่ยวจัดประชุมคณะทำงานพิจารณาหลักเกณฑ์วิธีการ เพื่อจัดทำร่างประกาศหลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไขสำหรับมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยและรายละเอียดแบบฟอร์มการยื่นขอรับสิทธิประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวและวันที่ 6 กันยายนนี้จะประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาเรื่องราคากลางของค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย

พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้พิจารณาภารกิจและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลภาพยนตร์ระหว่างประเทศตามพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 เนื่องจากที่ประชุมคณะกรรมการภาพยนตร์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมามีมติว่าภารกิจการพิจารณายกเว้นการเผยแพร่ภาพยนตร์ที่ไม่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาเป็นภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และมีมติให้จัดทำร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภาพยนตร์ระหว่างประเทศ โดยมีรองปลัด วธ. ที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธาน ทั้งนี้ จากการประชุมหารือได้ข้อสรุป ดังนี้ 1. ภารกิจการตรวจพิจารณาและอนุญาตเผยแพร่ภาพยนตร์ตามมาตรา 25 ของ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ เป็นภารกิจของวธ. รวมถึงภารกิจการพิจารณายกเว้นการเผยแพร่ภาพยนตร์ที่ไม่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตตามมาตรา 27(4) ภาพยนตร์ที่ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศตามเทศกาลกำหนด ดังนั้นการพิจารณาการเผยแพร่ภาพยนตร์ในเทศกาลภาพยนตร์ระหว่างประเทศของอนุกรรมการเทศกาลภาพยนตร์ระหว่างประเทศ ถือเป็นภารกิจของ วธ. จากเดิมเป็นหน้าที่กรมการท่องเที่ยว
“จากประชุมของอนุกรรมการฯ ได้มีมติให้ปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลภาพยนตร์ระหว่างประเทศ โดยมีประเด็นการพิจารณาสำคัญ ได้แก่ 1.กำหนดคำนิยามของเทศกาลภาพยนตร์ระหว่างประเทศให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และ2.ปรับปรุงรายชื่อเทศกาลภาพยนตร์ระหว่างประเทศ ให้ดำเนินการเป็น 2 ระยะ คือ ปรับปรุงรายชื่อให้ทันสมัยโดยอ้างอิงจากรายการรายชื่อเทศกาลภาพยนตร์ระหว่างประเทศที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รวบรวม โดยกำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นว่า เป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่จะต้องจัดต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี และเทศกาลภาพยนตร์ระหว่างประเทศอื่นๆ ที่ต้องการขอยื่นเข้าเป็นเทศกาลภาพยนตร์ระหว่างประเทศ ให้มีการกำหนดกฎระเบียบให้ชัดเจนและเปิดให้ผู้จัดงานยื่นขอรับสมัครเข้าเป็นเทศกาลภาพยนตร์ระหว่างประเทศตามท้ายประกาศโดยจะต้องยื่นขอเป็นเทศกาลภาพยนตร์ระหว่างประเทศ อย่างน้อย 3 เดือน ก่อนการจัดงาน และจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ จึงสามารถยื่นขอยกเว้นตรวจพิจารณาตามมาตรา 27 (4) ได้” รองนายกฯ กล่าว

