
สร้างความปลื้มปีติให้ชาว จ.อุทัยธานี และจังหวัดใกล้เคียงยังไม่สร่างซา หลังจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงแปรพระราชฐานสร้างบ้านของพระองค์ขึ้นที่ จ.อุทัยธานี นอกจากนี้ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นแม่งานหลักจัดตั้งศูนย์ฝึกทักษะและพัฒนางานอาชีพให้แก่ราษฎร ภายใต้ชื่อว่า “ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์” เพื่อจัดอบรมพัฒนาอาชีพให้กับชาวอุทัยธานี และจังหวัดใกล้เคียง
“มติชน” ถือโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน.ถึงที่มาที่ไปของ “ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์” รวมถึง บทบาทหน้าที่ของงานสำคัญที่ได้รับครั้งนี้…
ความเป็นมาของศูนย์วงเดือนฯ
“นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ สำหรับประชาชนจังหวัดอุทัยธานีและจังหวัดใกล้เคียงที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระเมตตา ส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่ จ.อุทัยธานี และจังหวัดใกล้เคียงได้มีความมั่นคในการประกอบอาชีพ ทั้งอาชีหลัก และอาชีพเสริม โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งศูนย์ฝึกทักษะและพัฒนางานอาชีพให้แก่ราษฎร เป็นการเพิ่มพูนทักษะของตนเอง และมีช่องทางในการประกอบอาชีพ สร้างรายได้เสริมให้แก่ครอบครัว โดยโปรดเกล้าฯ ให้สำนักงาน กศน.เป็นหน่วยงานรับสนองงาน และพระราชทานงบประมาณก่อสร้างในพื้นที่ดินส่วนพระองค์ ต.อุทัยใหม่ จ.อุทัยธานี พร้อมทั้งพระราชทานชื่อศูนย์พัฒนาอาชีพราษฎรนี้ว่า ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ผู้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 คาดว่าการก่อสร้างอาคารจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2560″
หน้าที่หลักของศูนย์วงเดือนฯ
“ศูนย์วงเดือนฯ จะเป็นศูนย์กลางให้บริการการเรียนรู้ด้านอาชีพ เป็นศูนย์แสดงและขายผลิตภัณฑ์ด้านอาชีพ รวมถึงเป็นแหล่งการเรียนรู้และการศึกษาตลอดชีพสำหรับประชาชนและเยาวชนทั่วไปใน จ.อุทัยธานี รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชนทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งที่ผ่านมา กศน.ได้เริ่มดำเนินการขับเคลื่อนงานตามแนวพระราชดำริไปแล้ว โดยดำเนินการศึกษาสภาพปัญหาความต้องการ รวมถึงทรัพยากรในการประกอบอาชีพของประชาชนใน จ.อุทัยธานี และจังหวัดใกล้เคียง ที่สำคัญ มีการสืบค้นวิถีชีวิต อาหารคาว หวาน ที่เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวอุทัยธานีที่กำลังจะสูญหาย เพื่อสืบสานฟื้นฟูกลับมา ดังนั้นในช่วงแรกถือว่าเป็นการทำงานที่ค่อนข้างหนักเพราะต้องลงพื้นที่ทำความเข้าใจ ค้นหาทรัพยากรในพื้นที่ต่างๆ ว่ามีวิถีชีวิตใดบ้างที่จะต้องฟื้นฟู กลับมาเพื่อเป็นอาชีพสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น
ที่ผ่านมาการทำงาน กศน.จะร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการดำเนินการลงพื้นที่ ค้นหาข้อมูลจนได้แผนพัฒนาศูนย์วงเดือนฯ ในระยะ 4 ปี ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ปี 2560 ตั้งใจว่าจะให้ศูนย์วงเดือนฯ มีรูปแบบการดำเนินงานทั้งในเรื่องของการสอน จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน สาธิตเผยแพร่อาชีพสำคัญๆ เป็นศูนย์อนุรักษ์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาพื้นบ้านของชาวอุทัยธานี รวมถึงจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของ จ.อุทัยธานี ด้วย”
ทำไมต้องจัดตั้งศูนย์วงเดือนฯ ที่ จ.อุทัยธานี
“สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงแปรพระราชฐาน และทรงสร้างบ้านของพระองค์ที่ จ.อุทัยธานี ซึ่งที่นี่พระองค์ทรงให้เรียกว่า ?บ้าน? ดังนั้น อาจเป็นได้ว่า เมื่อทรงมีบ้านอยู่ที่นี่ ก็อยากจะดูแลชาวอุทัยธานี และประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่ให้ กศน.จัดตั้งศูนย์ฝึกทักษะและพัฒนางานอาชีพให้แก่ราษฎรเท่านั้น ยังทรงตั้งพระทัยที่จะมาสอนที่ศูนย์วงเดือนฯ ด้วยพระองค์เองอีกด้วย แต่จะเป็นหลักสูตรดนตรี หรือหลักสูตรการทำอาหารยังไม่แน่ใจ ต้องทูลถามพระองค์ท่านก่อน ถือเป็นพระเมตตาอย่างสูง ทาง กศน.และประชาชนชาวอุทัย รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการถวายงานพระองค์ท่าน”
จะนำอาหาร และภูมิปัญญาชาวบ้านที่สูญหายไปแล้วกลับมาฟื้นฟู
“มีหลายอย่าง อาทิ ข้าวสินเหล็ก ซึ่งเป็นข้าวสีดำปลูกมากที่ จ.อุทัยธานี ต่างจากข้าวทั่วไปที่จะมีคาร์โบไฮเดรตสูง แต่ข้าวสินเหล็กเป็นข้าวที่มีกากใยอาหารมาก สัดส่วนที่จะเปลี่ยนจากคาร์โบไฮเดรตเป็นแป้ง และน้ำตาลจึงน้อย ทำให้มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ของหวานจะมีขนมด่าง เป็นขนมโบราณซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่ จ.อุทัยธานี และจังหวัดใกล้เคียง จากการลงพื้นที่พบว่ามีผู้ที่ยังทำขนมดังกล่าวได้เหลืออยู่เพียง 1 คน ทาง กศน.จึงได้เชิญให้มาเป็นอาจารย์สอนชาวบ้านเพื่อรื้อฟื้นวิธีทำขนมด่างกลับมาอีกครั้ง ซึ่งตอนแรกเจ้าของสูตรจะไม่ยอมมาสอน เพราะอายุค่อนข้างมากแล้ว แต่เป็นเพราะพระบารมีของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงยอมมาสอนเพื่อสืบสานภูมิปัญญา นอกจากนี้ยังมีขนมดอกดิน ซึ่งเป็นขนมที่ทำจากดอกดิน ลักษณะคล้ายกับขนมกล้วย รวมถึงยังมีการแทงหยวก การร้อยมาลัยแบบชาววัง ฯลฯ
วิชาต่างๆ เหล่านี้ที่ผ่านมา กศน.เริ่มเปิดสอนไปบ้างแล้วตั้งแต่ปี 2558 โดยจัดกิจกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนางานอาชีพในพื้นที่ จ.อุทัยธานี นำร่อง 8 หลักสูตร และในปี 2559 มีแผนจะพัฒนางานอาชีพเพิ่มขึ้นอีก 147 หลักสูตร ทั้งนี้จากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่าประชาชนชาวอุทัยธานี และจังหวัดใกล้เคียงให้ความสนใจค่อนข้างมาก หลังจากนี้ กศน.จะลงพื้นที่ไปยังจังหวัดอื่นๆ โดยจะเริ่มจาก จ.นครสวรรค์ และ จ.สิงห์บุรีเพื่อค้นหาภูมิปัญญาที่กำลังจะสูญหาย เพื่อนำกลับมาฟื้นฟูใหม่อีกครั้ง”
กลุ่มเป้าหมายของศูนย์วงเดือนฯ เน้นสอนอาชีพคนกลุ่มใด
“ในการเปิดหลักสูตร เราจะวิเคราะห์ก่อนว่าแต่ละหลักสูตรเหมาะกับคนกลุ่มใด ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายจึงมีหลากหลายตั้งแต่วัยรุ่น ไปจนถึงวัยเกษียณ ทั้งหลักสูตรการทำอาหารพื้นบ้าน ศิลปะ งานประดิษฐ์ งานร้อยมาลัย การแทงหยวก หรือหลักสูตรช่าง การต่อสายไฟ การปูกระเบื้อง ช่างก่อสร้าง ช่างยนต์ ฯลฯ เพื่อเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพ ซึ่งผู้สอนส่วนใหญ่จะเป็นภูมิปัญญา เป็นครูชาวบ้านที่รู้จริงมาสอน โดย กศน.ทำหน้าที่ประสานถอดองค์ความรู้จากครูเหล่านี้ มาจัดทำเป็นหลักสูตรระยะสั้นเพื่อจัดการสอน และเผยแพร่ให้ผู้สนใจ ซึ่งระยะแรกจะเริ่มดำเนินการใน จ.อุทัยธานีก่อน หากพบว่าประสบความสำเร็จ จะพัฒนาแนวทางของศูนย์วงเดือนฯ ขยายผลไปในจังหวัดอื่นๆ ด้วย เพื่อเป็นการสืบค้นวัฒนธรรมดั้งเดิมที่กำลังจะสูญหายให้กลับคืนมา”
แนวทางพัฒนาเป็นอาชีพที่ยั่งยืน
“การดำเนินการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งท้องถิ่น กศน.จังหวัด และยังร่วมมือกับภาคเอกชนอย่าง บริษัท มติชน อคาเดมี ซึ่งกำลังจะจัดมหกรรมตลาดนัดอาชีพ เพื่อประชาสัมพันธ์ศูนย์วงเดือนฯ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวันที่ 6 กันยายน ที่สำนักงาน กศน.จังหวัดอุทัยธานี รูปแบบของการจัดงานตลาดนัดอาชีพ จะจัดเป็นบรรยากาศตลาดแห่งการเรียนรู้ด้านอาชีพ ที่ทุกคนสามารถเข้ามาซื้อผลิตภัณฑ์จากการจัดกิจกรรมการศึกษาอาชีพของ กศน.ตั้งแต่ปี 2558-2559 ในราคาต้นทุน มีการสาธิตงานอาชีพต่างๆ มากกว่า 25 อาชีพ ที่สำคัญ ตลาดนัดอาชีพจะเปิดสอนอาชีพเพื่อการมีงานทำให้แก่ผู้สนใจสมัครเข้าเรียน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอนโดยวิทยากรผู้มีประสบการณ์ ซึ่งทาง กศน.จะเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั้งใน จ.อุทัยธานี และจังหวัดใกล้เคียงให้เข้ามาร่วมงาน”






