ศธ.จัดอาคารเรียนเป็นรพ.สนาม–ศูนย์พักคอย–สถานที่กักตัว–ศูนย์ฉีดวัคซีน
นางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)ในฐานะโฆษกศธ. เปิดเผยว่า ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 กระทรวงศึกษาธิการ (ศบค.ศธ.) ได้รวบรวมภารกิจของหน่วยงานในสังกัด ที่ให้ความช่วยเหลือประชาชน และสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งขณะนี้มีการใช้อาคารสถานที่ของโรงเรียน เพื่อจัดทำเป็นโรงพยาบาลสนาม หรือศูนย์พักคอยในชุมชน (Community Isolation Center : CIC) เพื่อเป็นสถานที่ให้ผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรง ให้ได้รับการดูแลเบื้องต้น รอการจัดหาเตียงเข้ารักษาในโรงพยาบาลหลักในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยแยกตัวผู้ติดเชื้อออกจากบ้านพักอาศัยและชุมชน ทำให้ลดอัตราการเสียชีวิตและป้องกันการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญของน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการศธ.
นางเกศทิพย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจบุคลากร ศธ. ที่ทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ในหลายพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวก ช่วยเหลือผู้ที่มารับบริการฉีดวัคซีนศูนย์ต่าง ๆ พร้อมทั้งรับปัญหาความต้องการของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วยอีกทั้งนางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้ลงพื้นที่มอบเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาของวิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชูทิศ เขตบึงกุ่มที่ติดเชื้อโควิด 2 ราย รอผลตรวจอยู่อีก 13 ราย รวมทั้งผู้ที่สัมผัสเสี่ยงกักตัวอีก 66 ราย ทางด้านสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ส่งหนังสือให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต แจ้งไปยังสถานศึกษาในสังกัด ติดตามการเคลื่อนย้ายของบุคคลที่กลับภูมิลำเนาที่อยู่ใกล้กับสถานศึกษา โดยประสานกับอาสาสมัครสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลในพื้นที่ ให้ตรวจสอบบุคคลที่เคลื่อนย้ายมาในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมกับตรวจสอบว่ามีนักเรียนที่อยู่ในครอบครัวหรือเป็นญาติพี่น้องที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง และเกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการระบาดได้ ให้นักเรียนกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้หยุดอยู่บ้านและเรียนทางออนไลน์แทน รวมทั้งให้โรงเรียนใช้อาคารสถานที่ที่ไม่ได้ใช้ในการจัดการเรียนการสอน จัดทำเป็นโรงพยาบาลสนามได้ หรือหากเป็นสถานศึกษาที่ไม่ได้จัดการเรียนการสอนที่โรงเรียนเมื่อมีคำร้องขอใช้อาคารสถานที่เป็นโรงพยาบาลสนาม ขอให้ทางสถานศึกษาร่วมกันพิจารณา พร้อมกับรายงานให้สพฐ.ทราบ ซึ่งขณะนี้มีโรงเรียนที่ใช้เป็นโรงพยาบาลสนามและสถานที่กักตัว ตามคำร้องขอของจังหวัดแล้ว รวม 231 โรงเรียน 2 ค่ายลูกเสือ ใน 51 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา แบ่งเป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) 38 เขต และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 12 เขต และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ(สศศ.) อีก 1 แห่ง
“ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้แจ้งให้ประธานกรรมการอาชีวศึกษาภาค ทั้ง 5 ภาคสำรวจสถานศึกษาในสังกัดที่ใช้พื้นที่เป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว หน่วยตรวจคัดกรอง หน่วยฉีดวัคซีน พบว่าขณะนี้ให้บริการสถานที่ดังกล่าวแล้ว จำนวน 14 แห่ง ส่วนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ได้แจ้งสถานศึกษาในสังกัด ประสานความช่วยเหลือเพื่อจัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนาม หรือศูนย์พักคอยในชุมชนแล้ว โดยสำนักงาน กศน. มีสถานศึกษาที่ใช้เป็นโรงพยาบาลสนามและสถานที่กักตัว 46 แห่ง ส่วนโรงเรียนเอกชนสังกัด สช. กำลังรวบรวมข้อมูลสถานศึกษาที่ใช้เป็นโรงพยาบาลสนามและสถานที่กักตัว”โฆษกศธ.กล่าว
ทั้งนี้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19ไม่เพียงกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของนักเรียนนักศึกษาในทุกระดับชั้น แต่ยังส่งผลถึงสุขภาพอนามัยของนักเรียน ครู บุคลากร รวมถึงผู้ปกครองและชุมชนในพื้นที่ด้วย ศธ.มีความห่วงใยในสถานการณ์ดังกล่าว จึงให้ ศบค.ศธ.สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับทุกหน่วยงาน ผ่านรายการ “ศบค.ศธ.สัญจร พบเพื่อนครู” โดยได้จัดมาแล้ว 3 ครั้ง ได้แก่ ศบค.ศธ.สัญจร พบเพื่อนครู สพฐ. เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ศบค.ศธ. สัญจร พบเพื่อนครูอาชีวะ เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ศบค.ศธ.สัญจร พบเพื่อนครู สช. เมื่อวันที่ 16 ก.ค. และศบค.ศธ.สัญจร พบเพื่อนครู กศน. ในวันที่ 22 ก.ค. นอกจากนี้ ศบค.ศธ.ยังได้ร่วมมือกับกรมอนามัย และกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมจัดเวทีเสวนา “เรียน/สอน/WFH/ออนไลน์ อย่างไร ให้สุขภาพดี เพื่อเพิ่มความรู้ เพื่อการปฏิบัติงานที่ดีในระยะยาวในช่วงสถานการณ์ที่ต้อง Online

