บทความล่าสุดของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่อง “พระสงฆ์เถรวาทกับอิสลาม” ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 9 – 15 กันยายน 2559
มีข้อน่าสังเกตชวนให้คิดต่อหลายประการประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ท่าทีการเคลื่อนไหว ณ ห้วงปัจจุบันของพระภิกษุและอาจรวมพุทธศาสนิกชนในประเทศพุทธเถรวาท 3 แห่ง ได้แก่ศรีลังกา, พม่า และไทย เพื่อต่อต้านมุสลิม ซึ่งมิได้มุ่งหมายจะเปลี่ยนศาสนาชาวมุสลิมให้เป็นพุทธ หรือมุ่งเผยแพร่พระธรรมคำสอน
หากมุ่งหมายตอบโต้ และปลุกระดมชาวพุทธ ให้ตื่นตัวป้องกันภัยรุกรานของมุสลิม
อาจารย์นิธิเสนอว่าสาเหตุหนึ่งที่ฝ่ายเถรวาทใน 3 ประเทศหันมาต่อต้านมุสลิม คงเป็นเพราะกระแสโลกาภิวัตน์ซึ่งค่อนข้างระแวงสงสัยมุสลิม
รวมถึงปัญหาภายในขององค์กรคณะสงฆ์หรือคณะสงฆ์เอง ซึ่งอาจารย์นิธิใช้คำว่า ”มีนัยยะสัมพันธ์ (relevant) กับสังคมน้อยลง”
หากอธิบายด้วยภาษาของผู้เขียนก็คือ องค์กรคณะสงฆ์กำลังสูญเสีย “สถานะเดิม” หรือ “ความมั่นคง” ที่เคยดำรงอยู่ เนื่องจากสังคมสมัยใหม่เปลี่ยนแปลงไปมากทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม จนคณะสงฆ์ปัจจุบันไม่สามารถสื่อสารได้ตรงความต้องการของผู้คนและไม่สามารถควบคุมสังคมได้เหมือนเดิม
ยิ่งพิจารณาองค์กรคณะสงฆ์ โดยเฉพาะคณะสงฆ์ไทย ที่ภาพหลักเวลานี้ เหมือนจะมีแต่การแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจอย่างเอาเป็นเอาตาย
มีการยึดติดลุ่มหลงในลาภยศสรรเสริญ, การแสดงออกอันล้นพ้นด้วยความกราดเกรี้ยวโกรธคนคิดต่าง และการสอนแนวคิดพุทธสอดแทรกด้วยแนวคิดพราหมณ์-ฮินดูตามด้วยไสยศาสตร์ของสงฆ์ผู้อ้างตนเป็น “พุทธแท้” ฯลฯ
ไม่แปลกเลยที่เราจะไม่สามารถโน้มน้าวคนหนุ่มสาวยุคใหม่ให้นับถือพุทธ (ซึ่งหลายคนไม่ต้องการนับถือศาสนาใดๆ แต่มิได้แปลว่าพวกเขาไร้จริยธรรมหรือไม่ยอมรับความสำคัญของหลักสิทธิมนุษยชน)
ด้วยคำพูดซ้ำซากเหมือนท่องจำว่าพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ศาสนาพุทธของเราดีที่สุด
ไม่แปลกเลยที่ผู้สอนศาสนาอื่นจะประสบความสำเร็จในการเผยแพร่คำสอนของศาสนาตนมากขึ้น หรือมีผู้นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธในสังคมไทยมากขึ้น
ไม่แปลกเลยที่ผู้นับถือพุทธผสมฮินดู-พราหมณ์แบบไทยๆ จะไม่ได้ใช้หลักพุทธธรรม ซึ่งต้องคำนึงถึง “เหตุผล” ในการพิจารณาความสำเร็จของศาสนาอื่น แต่สามารถสรุปว่าศาสนาอื่นกำลังเข้ามารุกรานศาสนาพุทธ
สมัยผู้เขียนเป็นเด็ก ศาสนาคริสต์ก็เคยตกเป็นจำเลยในสังคมไทย มีความพยายามป้ายสีองค์กรคริสต์ว่า “น่ากลัว” เพราะล่อลวงเยาวชนให้เกลียดพ่อแม่ เพื่อหันไปรักพระเจ้า
ปัจจุบันความ “น่ากลัว” ตกที่ศาสนาอิสลาม ซึ่งมีคำบอกเล่าซ้ำๆ ว่ามาพร้อมปริมาณ “คนแปลกหน้า” ที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน (แม้ในสังคมไทยจะยังคงเป็นคนไทยด้วยกันไม่ใช่ “ผู้อพยพ” แต่พวกเขาโดยเฉพาะพวกเธอแต่งตัว “แตกต่าง”) และมาพร้อมข่าวความรุนแรงของกองกำลังติดอาวุธมุสลิมหัวรุนแรง แม้พวกหัวรุนแรงจะมิใช่ตัวแทนของมุสลิมทั้งหมด
บางคนบอกว่าเดี๋ยวนี้เดินทางไปไหนๆ ในประเทศไทยจะเห็นแต่มัสยิด และในเขตของมุสลิมจะไม่ยอมให้มีการสร้างวัดด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่อง “น่ากลัว” แม้ตามหลักเหตุผลจะไม่ผิดปกติเลยที่ชุมชนมุสลิมไม่มีวัดเพราะไม่มีใครไปวัด เช่นเดียวกับชุมชมพุทธไม่มีมัสยิดหรือโบสถ์คริสต์ และเช่นเดียวกับชุมชนคริสต์ไม่มีวัดพุทธหรือมัสยิด เว้นแต่ชุมชนนั้นจะมีขนาดใหญ่ มีคนหลายศาสนาอยู่ร่วมกัน จึงมีศาสนสถานสำหรับทุกศาสนา
ครั้งผู้เขียนเป็นเด็ก ซึ่งคนไทยทั่วไปยังยึดถือกันเคร่งครัดว่าพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และยังไม่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางศาสนา เพื่อนชาวมุสลิมของผู้เขียนไม่สามารถคลุมฮิญาบมาโรงเรียนเพราะผิดระเบียบ แม้การละหมาดก็ทำได้ยากเย็น อีกทั้งเธอยังถูกบังคับให้นั่งในห้องประชุมเพื่อร่วมสวดมนต์กับเพื่อนนักเรียนคนอื่น ผู้เขียนเห็นว่าสภาพการณ์เช่นนี้ต่างหาก “น่ากลัว” สำหรับเธอผู้แตกต่าง
ความรุ่งเรืองและเสื่อมถอยของศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นธรรมดาโลก มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีจำนวนมากแสดงให้เห็นการเข้าแทนที่ของศาสนาใหม่ซึ่งได้รับความนิยมมากกว่ากระทั่งศาสนสถานเดิมก็ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เช่น ปราสาทบายน ในประเทศกัมพูชา และวัดศรีสวาย ที่จังหวัดสุโขทัย ประเทศไทยซึ่งเคยเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ก่อนจะกลายเป็นวัดพุทธ
เราต่างรู้กันว่าความรักและศรัทธาไม่อาจเกิดขึ้นจากการบังคับ แต่ละศาสนาจะมีผู้นับถือศรัทธามากน้อยเพียงใดหรือจะอยู่ยืนยาวเพียงใด ขึ้นกับหลักคำสอนของศาสนานั้นว่าชุบชูใจ ให้แนวทางชีวิตผู้ฟังเพียงใด ไปจนถึงวิธีสอนของผู้สอน วัตรปฏิบัติของผู้สอนและผู้นำทางศาสนา
ความพยายามทำลายศรัทธาศาสนาอื่นมีอยู่ในทุกศาสนา การเผยแพร่ความเชื่อในทำนองว่าศาสนาอิสลามนิยมความรุนแรง และกำลังจะเข้ามาทำลายศาสนาพุทธ มิได้น่ากลัวน้อยไปกว่าการเผยแพร่ความเชื่อในทำนองว่าพุทธไม่ใช่ศาสนา ไม่มีประโยชน์ ไม่มีทางช่วยให้คนพ้นนรก
“ศาสนาอื่น” ที่ไม่ใช่ “ศาสนาเรา” เป็นเรื่อง “น่ากลัว” เพราะมีผู้ทำให้ “ความเป็นอื่น” น่ากลัว ซึ่งอาจเกิดจากกลัวว่าศาสนาที่ตนนับถือศรัทธาจะเสื่อมความนิยม หรือกลัวเป็นบาปหากไม่สามารถชักจูงผู้อื่นมาศรัทธาด้วย แต่ในมุมมองของผู้ฝักใฝ่สิทธิเสรีภาพ ทุกศาสนาล้วนน่ากลัว หากผูกโยงแนบแน่นกับอำนาจรัฐจนเกิดเป็นรัฐศาสนาที่เข้มงวดดุดัน(มิใช่รัฐครึ่งๆกลางระหว่างรัฐศาสนากับรัฐฆราวาสแบบประเทศไทยปัจจุบัน)“บังคับ” ทุกคนในรัฐให้ถือศาสนาเดียว มีชีวิตแบบเดียว ลงโทษผู้นับถือศาสนาอื่น กำจัดศาสนาอื่นอย่างถอนรากถอนโคน
ดูอาการแล้ว ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าเถรวาทไทยซึ่งหลายคนอาจมิได้เป๊ะในหลักเถรวาทไม่ควรกลัวศาสนาอิสลามยึดประเทศ แต่ควรกลัวแนวโน้มที่มีผู้พยายามจัดการให้รัฐไทย (ซึ่งห่างไกลมากจากความเป็นรัฐอิสลาม) กลายเป็นรัฐพุทธเถรวาทเต็มรูปแบบ แล้วไปปิดกั้นทำลายศาสนาอื่น ความเชื่ออื่น รวมถึงพุทธที่ไม่นับเป็นเถรวาทมากกว่า
นั่นคือ “ความน่ากลัว” ของจริง

