ซัด ศธ.ผุดหลักสูตรรองรับทุนนิยม คลอด ‘ฐานสมรรถนะ’ ไม่ฟังความเห็น จี้ลดเนื้อหา น.ร.ประถมเหลือ 4 กลุ่มสาระ
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำหนดแผนปฏิบัติการปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ โดยกำหนดสมรรถนะ 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.การจัดการตนเองอย่างมีสุขภาวะ 2.การคิดขั้นสูง และการเรียนรู้ 3.การสื่อสารด้วยภาษา 4.การจัดการ และการทำงานเป็นทีม 5.การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง และ 6.การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และวิทยาการอย่างยั่งยืน พร้อมกับกำหนดเวลาเรียนใหม่ เช่น ระดับประถม เวลาเรียนลดลงจาก 1,000 ชั่วโมง เป็น 800 ชั่วโมง ปลดล็อกด้านตัวชี้วัด เด็กเรียน 7 สาระการเรียนรู้ แทน 8 สาระการเรียนรู้ โดยวางแผนนำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปใช้ในกรอบเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2565-2567 นั้น สิ่งที่เห็นจากการเปลี่ยนหลักสูตรแต่ละครั้ง คือการโจมตีหลักสูตรเดิมว่าไม่ดี
“เช่น การหลักสูตรการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม พ.ศ.2514 ที่มีวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (สปช.) วิชาสร้างเสริมลักษณะนิสัย (สลน.) กลุ่มการงานพื้นฐานอาชีพ (กพอ.) ถูกโจมตีว่าอ่อนเรื่องเนื้อหาสาระ จากนั้นในปี 2542 ศธ.เปลี่ยนหลักสูตร มาเป็นหลักสูตรมาตรฐาน มี 8 กลุ่มสาระวิชา มีตัวบ่งชี้กว่า 1,200 ตัว ซึ่ง ศธ.เชื่อว่าหลักสูตรนี้ดีกว่าหลักสูตรเก่าแน่นอน และได้ใช้หลักสูตรนี้มาถึงปัจจุบัน แต่ขณะนี้ ศธ.กลับบอกว่าหลักสูตรที่ใช้ไม่ดี จึงสร้างหลักสูตรฐานสมรรถนะขึ้น พร้อมยกเลิกตัวบ่งชี้ต่างๆ ซึ่งผมมีคำถามว่าทำไม ศธ.ถึงรู้สึกตัวช้า ว่าหลักสูตรที่ใช้มากว่า 20 ปีนั้น ไม่ดี” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า มองว่าหลักสูตรฐานะสมรรถนะมีทั้งข้อดี และข้อเสีย มีจุดบกพร่องที่ควรจะแก้ไขหลายเรื่อง แต่ ศธ.ไม่เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น เพื่อนำมาปรับใช้ กลับเชื่อว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะนี้ดี 100% ข้อดีของหลักสูตรนี้คือ ลดเวลาเรียนลง เพราะเน้นให้นักเรียนลงมือปฏิบัติมากขึ้น ส่วนจุดอ่อนคือ คณะกรรมการจัดทำและพัฒนาหลักสูตร (ร่าง) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ฐานสมรรถนะ) ยังแยกแยะไม่ออกระหว่างความรู้ ทักษะ สมรรถนะ และเจตคติ เพราะคณะกรรมการจัดทำฯ นำทุกอย่างมารวมอยู่ใต้กรอบสมรรถนะทั้งหมด เช่น การคิดขั้นสูงคืออะไร กำหนดให้เด็กถึงขั้นไหน หลายฝ่ายมองว่าตั้งสมรรถนะนี้สูงเกินไปหรือไม่ เพราะไกลจากข้อเท็จจริงของการศึกษาไทยมาก เด็กไทยยังก้าวไม่ถึงขั้นนั้น มีบางกลุ่มเท่านั้นที่สามารถคิดขั้นสูงได้ ดังนั้น ควรกำหนดให้เด็กคิดเป็นก็พอแล้ว
“การกำหนดให้เด็กเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง ในหลายประเทศ การสร้างพลเมืองให้เข้มแข็ง ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ในหัวข้อหนึ่งของหลักสูตรฐานสมรรถนะ แต่แยกออกมาเป็นเป้าหมายหลักของประเทศ กลายเป็นว่า ศธ.นำเรื่องใหญ่ไปไว้ใต้คำว่าสมรรถนะทั้งหมด ผมมองว่า ศธ.ต้องแยกข้อนี้ออกมา และกำหนดให้ชัดเจน ว่าต้องการสร้างเด็กเป็นพลเมืองแบบไหน ไม่ใช่กำหนดว่าเด็กต้องมีสมรรถนะเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง เมื่อนำทุกอย่างเข้ามาเป็นสมรรถนะทั้งหมด คำถามคือหลักสูตรนี้ ที่จะพัฒนาเด็กให้มีสมรรถนะตามที่กำหนดนั้น กำลังตอบโจทย์ใคร ตอบโจทย์เด็ก หรือตอบโจทย์โลกอุตสาหกรรม หรือทุนนิยม เพราะ ศธ.ฟังแต่ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการศึกษา เคยรับฟังเด็กหรือไม่ ว่าเด็กต้องการเรียนรูปแบบไหน” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ศ.ดร.สมงพงษ์กล่าวอีกว่า สิ่งที่เป็นประเด็นมากที่สุด คือการลดเวลาเรียน ที่ ศธ.กำหนดไว้ว่าเด็กประถมเรียน 800 ชั่วโมง ตนเห็นด้วย แต่ ศธ.กำลังสร้างข้อผิดพลาดครั้งใหญ่ คือเมื่อ ศธ.กำหนดว่าจะลดเนื้อหาลงจาก 8 กลุ่มสาระ เหลือ 7 กลุ่มสาระ มองว่า 7 กลุ่มสาระนั้น เยอะเกินไป เพราะเด็กจะต้องเรียนสมรรถนะด้วย ท้ายสุดจะทำให้ครูกลับไปสอนเนื้อหาวิชาเช่นเดิม ดังนั้น กลุ่มสาระวิชาที่กำหนดให้เด็กประถมเรียน ไม่ควรเกิน 4 กลุ่มสาระ นอกจากนี้ ไม่เห็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กลงมือปฏิบัติได้จริง และยังไม่เห็นการวัดและประเมินผล ว่าจะวัดและประเมินผลอย่างไร ศธ.ควรปฏิรูปการวัดและประเมินผลให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงด้วย

