อว.จัดเสวนา ‘อยุธยา on the move’ ขยับคิดเอาวิทย์มาเจอกับศิลป์ หาคำตอบของ ‘ความแตกต่าง แต่ไม่แตกแยก’ เหตุแห่งความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยา 400 ปี ร่วมหาคำตอบ ทำไมผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จึงได้รับเชิญมาไขความลับของอยุธยาในครั้งนี้
“เรามักคิดว่าคนไทยในอดีตมีความรู้น้อย ล้าหลังและไม่ทันโลก แต่ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยากลับยืนยันว่า ชาวสยามมีความรู้ดีมาก เป็นความรู้เดิมและความรู้เฉพาะทาง ที่รับจากนานาชาติพันธ์ ที่เข้ามาอยู่ในอยุธยา รวมทั้งจีน เปอร์เซีย ฝรั่ง เท่ากับว่าบรรพบุรุษของคนไทยนั้นเก่งไม่เป็นรองใคร”
ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวเปิดการการเสวนา
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ห้องแถลงข่าว อาคารพระจอมเกล้า ถนนโยธี วิทยสถานด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย (Thailand Academy of Social Sciences Humanities and Arts (TASSHA) หรือธัชชา) จัดเสวนาในซีรีส์กรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 อยุธยา on the move พร้อมเปิดให้ประชาชน นักวิชาการ ครูอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำความกระจ่างให้แก่ประวัติศาสตร์ชาติไทย
ทั้งนี้ เสวนาครั้งนี้เป็นการเปิดพื้นที่ให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์มาบรรจบกัน เพื่อยกระดับความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยในมิติใหม่ที่หลากหลายและลึกซึ้งขึ้น

ภายหลังจากพิธีเปิดแล้ว วิทยากร 3 ท่าน ได้แก่ รศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน อาจารย์สุรินทร์ ศรีสังข์งาม ผู้อำนวยการสถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ได้นำเสนอในเรื่องอยุธยาอย่างน่าสนใจ
รศ.ดร.ปรีดี กล่าวถึงอยุธยาทั้งในเนื้อหาประวัติศาสตร์และวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาที่ต้องบูรณาการในหลากหลายมิติ จากการเสวนาพบว่า แม้ว่าประวัติศาสตร์จะเป็นการศึกษาอดีตก็ตาม แต่ก็มีความสำคัญและสามารถนำเหตุการณ์ในอดีตนั้นกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ที่สำคัญคือการเห็นพลวัตของอดีตที่มีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา หรือประวัติศาสตร์ในช่วงสมัยอยุธยากว่า 417 ปีนั้น มีเหตุการณ์ มีเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย เพราะอยุธยาเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนและวัฒนธรรมผสมผสาน มีภาษาและชาติพันธุ์ที่หลากหลายมาก แต่ก็อยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน อยู่กันอย่างสมัครสมานและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน การเศรษฐกิจพาณิชย์ของอยุธยาก็เป็นสิ่งดึงดูดให้เกิดความหลากหลายในอยุธยาด้วย ความหลากหลายนี้จึงเป็นลักษณะเด่นของอยุธยาที่ไม่ปรากฏมากนักในเมืองอื่นๆ ของประเทศอื่นๆ ในแถบนี้
รศ.ดร.สาโรช ได้นำเสนอเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับบางเรื่องราวในประวัติศาสตร์อยุธยา ซึ่งพบว่าแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะมุ่งเน้นกระบวนการและการทดลองทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็สามารถประยุกต์ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาตอบคำถามทางประวัติศาสตร์บางเรื่องได้ เช่น การสืบค้นเหตุการณ์สุริยุปราคาที่เกิดขึ้นในอดีต ในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่พระองค์ได้เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาในครั้งนั้นที่กลางอ่าวไทย ชี้ให้เห็นว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีความรู้ทางโหราศาสตร์โบราณ และวิทยาศาสตร์สากลเช่นเดียวกับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รศ.ดร.สาโรชกล่าวว่า นอกจากนี้ ในพงศาวดารยังบอกเหตุการณ์การเกิดดาวหางในปลายรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งเมื่อนักดาราศาสตร์ได้คำนวณแล้วพบว่ามีดาวหางที่สามารถมองเห็นได้และผ่านแนวประเทศไทยจริงตามที่พงศาวดารระบุ หรือการใช้ภาพถ่ายทางอากาศสืบหาร่องรอยวัดโบราณในพระนครศรีอยุธยา เช่น วัดเจ้าพระยาพระคลังที่ปรากฏในแผนที่โบราณของนายแพทย์แกมเฟอร์ที่เดินทางเข้ามาในอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา ซึ่งก็พบว่ามีอยู่จริงคือวัดอโยธยาและวัดดุสิดาราม ความสอดคล้องกันของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์นี้ นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการศึกษาเรื่องราวในอดีตที่มีข้อจำกัดด้วยหลักฐานเอกสาร
การเสวนาส่งท้ายด้วยการนำเสนอศิลปกรรมอยุธยาโดย อาจารย์สุรินทร์ ที่เรียกได้ว่าศิลปกรรมอยุธยาสร้างรากฐานไว้อย่างงดงาม สามารถนำมาต่อยอดได้จวบจนถึงสมัยปัจจุบัน น่าคิดว่าการผสมผสานของศิลป์ที่หลอมรวมจาก Multi Cultural ให้เป็น Thai Culture ที่งดงาม ควรมีการพูดคุยกันต่อไปในวงวิชาการศิลปะไทย
ธัชชาเสวนาวิชาการซีรีส์กรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 นับเป็นแหล่งเรียนรู้ใหม่ของประเทศที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อวิทย์และศิลป์ได้มาบรรจบพบกันแล้ว จะแสดงให้เห็นถึงคุณค่าประวัติศาสตร์ยิ่งขึ้น ประวัติศาสตร์ในแง่นี้จึงเป็นเสมือนวิทยาศาสตร์ในวันวาน และทิ้งประเด็นการค้นพบที่น่าสนใจว่า อยุธยามีอะไรที่ดีมากกว่าที่คนไทยคิด

