ปลัด ศธ.ชง 3 แนวทาง ‘บิ๊กหนุ่ย’ ตั้ง ก.การอุดมศึกษา ยกร่าง กม.แบบเดียวกับกระทรวงดิจิทัลฯ-ใช้มาตรา 44

19.09.16 | 13:09 น.

กรณีที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ระบุว่าในส่วนของอุดมศึกษาพบปัญหาเรื่องคุณภาพการผลิตบัณฑิตที่ไม่ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน และมีปัญหาเรื่องขาดธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และมหาวิทยาลัย ต้องทบทวนตัวเอง โดยได้มอบหมายให้ตน และนายสุภัทร จำปาทอง รองปลัด ศธ.ว่าที่เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ดูเรื่องการปรับโครงสร้างของอุดมศึกษาตามที่มีข้อเสนอให้แยกอุดมศึกษาออกจาก ศธ.หากได้ข้อสรุปชัดเจนจะต้องเร่งยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จก่อนร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ภายในเดือนพฤศจิกายน อย่างไรก็ตาม พล.อ.ดาว์พงษ์ระบุว่าเรื่องนี้ถือเป็นการปรับโครงสร้างใหญ่ ดังนั้น การดำเนินการของรัฐบาลนี้จะศึกษา และวางตุ๊กตา เพื่อให้รัฐบาลชุดหน้าเป็นผู้ดำเนินการต่อนั้น

นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ.เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา มีการศึกษา และเสนอรูปแบบการแยก สกอ.ออกจาก ศธ.ใน 3 รูปแบบ คือ ทบวง กระทรวงการอุดมศึกษา และกระทรวงการอุดมศึกษาและวิจัย ซึ่งแนวทางที่เหมาะสมคือให้แยกออกมาเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา เพราะเท่าที่ทราบเรื่องงานวิจัย รัฐบาลมีแนวทางจะรวบรวมหน่วยงานที่ดูแลเรื่องงานวิจัยเข้าด้วยกัน และจัดตั้งองค์กรที่มาดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะอยู่แล้ว ทั้งนี้ การตั้งเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา เพื่อให้มีอำนาจในการกำกับดูแลมหาวิทยาลัย และเข้าไปดูแลกำกับติดตามการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ รวมถึง จะต้องผนวกอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาไว้ด้วยในคราวเดียว

“ขณะเดียวกันยังต้องมีตำแหน่งผู้ตรวจราชการประจำกระทรวง ทำหน้าที่ลงไปตรวจสอบการจัดการศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ หากพบว่ามหาวิทยาลัยใดมีปัญหาก็ออกคำสั่งแก้ไขได้ทันที ซึ่งที่ผ่านมาแม้ สกอ.จะมีหน้าที่ในการดูแลมหาวิทยาลัยได้ทั่วประเทศ แต่ในสภาพความเป็นจริงเมื่อเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมีธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย ปัญหาการจัดการศึกษาไม่มีคุณภาพ มหาวิทยาลัยแอบเปิดสอนนอกสถานที่ตั้ง เป็นต้น ก็ไม่สามารถจัดการอะไรได้เต็มที่ บางเรื่องให้มหาวิทยาลัยชี้แจง หรือออกคำสั่งให้ยุติการดำเนินการ แต่สุดท้ายก็กลับมาจัดการศึกษาแบบไม่มีคุณภาพอีก เป็นต้น หากแยกออกมาเป็นทบวง จะต้องมาถกเถียงในเรื่องอำนาจ และขอบเขตในการกำกับดูแลอีกว่าดำเนินการได้มากน้อยแค่ไหน” นพ.กำจรกล่าว

นพ.กำจรกล่าวต่อว่า หากจะปรับโครงสร้างแยก สกอ.ออกจาก ศธ.คงไม่ต้องศึกษาข้อดี และข้อเสียแล้ว เพราะมีหลายหน่วยงานศึกษากันมามาก เพียงแต่ยังไม่มีการนำไปใช้ โดยสัปดาห์นี้จะเสนอแนวทางการปรับโครงสร้าง ศธ.ให้แยก สกอ.ออกมาเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาใน 3 วิธี คือ 1.ดำเนินการเช่นเดียวกับการตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยกร่าง พ.ร.บ.กระทรวงการอุดมศึกษา เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ เข้าสู่การพิจารณาของกฤษฎีกา และกลับเข้า ครม.เพื่อรับร่าง พ.ร.บ.กระทรวงการอุดมศึกษา และเสนอให้สภานิติบัญญัติ (สนช.) พิจารณา ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีก่อนประกาศใช้ ข้อดีคือมีตัวอย่างต้นแบบในการดำเนินการอยู่แล้ว แต่ก็มีข้อกังวลในการพิจารณาแต่ละขั้นตอนอาจเกิดความล่าช้าไม่ทันรัฐบาลนี้ และหากรอรัฐบาลหน้าก็จะเป็นปัญหาอีก

นพ.กำจรกล่าวอีกว่า วิธีที่ 2 พ.ร.บ.นี้เคยยกร่าง และสอบถามความคิดเห็นบ้างแล้ว ส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยเห็นด้วย เพียงแต่ผนวกคำสั่งของหัวหน้า คสช.ที่ 39/2559 เข้าไป และขอใช้อำนาจหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชการณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ให้ สกอ.ทำหน้าที่เป็นกระทรวงการอุดมศึกษาไปพลางก่อน และให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ. รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาอีกตำแหน่ง เหมือนทดลองการทำงานในรูปแบบกระทรวงการอุดมศึกษา ระหว่างนี้ยกร่าง พ.ร.บ.กระทรวงการอุดมศึกษาไปด้วย ข้อดีคือค่อนข้างแน่นอนว่าจะจัดตั้งกระทรวง แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็ยากจะเปลี่ยนแปลง แต่ระหว่างทดลองมีข้อสรุปแล้วว่าไม่ดีกว่าเดิมก็ยกเลิกได้เช่นกัน และวิธีที่ 3 คือยังไม่ต้องยกร่าง พ.ร.บ.แต่ใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ให้ สกอ.มีอำนาจเป็นเอกเทศ มีอำนาจบริหารงานเช่นเดียวกับกระทรวง เช่นเดียวกับวิธีที่ 2 ให้เวลาประเมินการดำเนินการ หากไม่ดีก็ยกเลิกได้ทันที

Advertisement

“ผมมองว่าหากจะเดินหน้าเรื่องแยก สกอ.ออกจาก ศธ.คงไม่ต้องศึกษาแล้ว เพราะศึกษากันมามาก เหลือเพียงลงมือทำ ส่วนตัวเห็นว่าแนวทางที่ 2 ที่เสนอน่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะระหว่างทางยังสามารถดูข้อดี ข้อเสีย เพื่อปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ให้การจัดตั้งกระทรวงมีความสมบูรณ์มากที่สุด หากไม่ทันรัฐบาลนี้ รัฐบาลหน้าก็ทำต่อ หรือหากเห็นว่าไม่ดีจริงๆ ก็สามารถยกเลิกได้ ส่วนแนวทางอื่นต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก” นพ.กำจรกล่าว

นายอดิศร เนาวนนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมา กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะแยกอุดมศึกษาออกจาก ศธ.แต่ไม่อยากให้ควบคุมมหาวิทยาลัยมากเกินไป กระทรวงการอุดมศึกษา หรือทบวง ที่จะเกิดขึ้น ควรมีหน้าที่ดูแลปัญหาธรรมาภิบาล กำหนดนโยบายให้มหวิทยาลัยจัดการศึกษาตามทิศทางการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เข้ามาล้วงลูกอิสระทางวิชาการ รวมถึง ก่อนที่จะจัดตั้งกระทรวงใหม่ อยากให้รัฐบาลเคลียร์เรื่องอัตรากำลังข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยกลุ่มใหม่อย่าง มรภ.และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้รับการจัดสรรอัตรากำลังข้าราชการเลย เพราะคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ต้องการผลักดันในมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ทำให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเหลือข้าราชการอยู่ไม่ถึง 20% และจะลดลงเรื่อยๆ เพราะไม่ได้รับการจัดสรรอัตราทดแทน

“อยากรัฐบาลกำหนดทิศทางให้ชัดเจน ถ้าต้องการให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งทั่วประเทศ รวมถึง มหาวิทยาลัยกลุ่มใหม่ออกนอกระบบ ก็ต้องผลักดัน และสนับสนุนทรัพยากร แต่ถ้าจะให้คงความเป็นมหาวิทยาลัยรัฐ ก็ควรจะคืนอัตราข้าราชการกำลังให้กับมหาวิทยาลัยเหล่านี้” นายอดิศรกล่าว

พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กล่าวว่า ในฐานะที่ มจร เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่อยู่ในสังกัดของ สกอ.อาตมามองว่า สกอ.ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างใน ศธ.ควรจะแยกออกมาเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา เพราะงานด้านอุดมศึกษาเป็นงานใหญ่ ทั้งนี้ การศึกษาระดับอุดมศึกษายังเป็นรากฐานที่สำคัญในการส่งคนเข้าสู่สังคม สังคมจะดีไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับบัณฑิต หาก สกอ.ผันตัวเป็นกระทรวงแล้ว อาตมามองว่า มจร ก็ยังอยู่กับกระทรวงใหม่ แต่อาจพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยที่มีนิสิตเชี่ยวชาญด้านศาสนาเพิ่มมากขึ้น

“อยากฝากไปถึง สกอ.หากได้ตั้งเป็นกระทรวงแล้ว นอกจากจะเน้นพัฒนาคุณภาพบัณฑิตในด้านวิชาการ ด้านความเป็นเลิสต่างๆ อย่าลืมเน้นปลูกฝังคุณธรรมของนักศึกษาด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มคนสมัยใหม่ควรวางรากฐานการศึกษาควบคู่คุณธรรม จะได้ช่วยสร้างชาติสร้างบุคคลากรที่มีคุณภาพ และมีคุณธรรมควบคู่กันไป” พระเมธีธรรมาจารย์กล่าว