ชงเปิดห้องเรียน 2 ภาษาแบบใหม่ สช.ยื่น รมว.ศธ.ยกเลิกห้อง ‘อิงลิชโปรแกรม’ ชี้ ‘เอกชน’ อ่วมปมห้ามเก็บค่าธรรมเนียมอื่น
ดร.อรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กช.เมื่อเร็วๆ นี้ มีมติเห็นชอบให้เสนอความเห็นต่อ น.ส.ตรีนุช เทียนทองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในการออกคำสั่ง ศธ.เรื่องยกเลิกการเปิดห้องเรียนพิเศษในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาต่างประเทศในระบบ ประเภทสามัญ เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนแบบ English Program (EP) ของโรงเรียนรัฐ และโรงเรียนเอกชน ต้องทำตามคำสั่ง ศธ.ที่ วก 1065/2544 เรื่องให้ใช้นโยบายหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร ศธ.เป็นภาษาอังกฤษ โดยคำสั่งนี้กำหนดให้โรงเรียนที่ได้รับอนุญาตตามคำสั่งดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า โรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร ศธ.เป็นภาษาอังกฤษ หรือโรงเรียน English Program (EP) ซึ่งเกิดปัญหากับโรงเรียนเอกชนอย่างมาก
“เพราะตามคำสั่งเดิม จะให้สถานศึกษาเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาเท่านั้น ห้ามเก็บค่าธรรมเนียมอื่น แต่โรงเรียนเอกชนไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ 100% ทำให้โรงเรียนจำเป็นต้องเก็บค่าธรรมเนียมอื่นๆ ร่วมด้วย” ดร.อรรถพล กล่าว
ดร.อรรถพลกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ มีโรงเรียนบางส่วนโฆษณาเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ โดยใช้ชื่อเรียกที่หลากหลายตามที่โรงเรียนกำหนดเอง เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในส่วนของการสอนภาษาต่างประเทศ ก่อให้เกิดความสับสนกับผู้ปกครอง หรือเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นโรงเรียนที่ได้รับอนุญาตจาก ศธ.ให้เปิดห้องเรียน EP
“เพื่อแก้ไขปัญหานี้ สช.จึงไปดูระเบียบกฎหมาย พบว่าใน พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 13 กำหนดให้คณะกรรมการ กช. มีอำนาจกำหนดมาตรฐาน และแผนพัฒนาหลักสูตรการศึกษาเอกชน สช.จึงตั้งคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาต่างประเทศ เพื่อจัดทำหลักเกณฑ์การเปิดห้องเรียนพิเศษในการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศขึ้น เมื่อที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบแล้ว สช.จะเสนอรัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณาเลิกใช้นโยบาย หลักเกณฑ์ และวิธีการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร ศธ.เป็นภาษาอังกฤษ ตามคำสั่ง ศธ.ที่ วก 1065/2544 เฉพาะในส่วนที่บังคับใช้กับโรงเรียนเอกชน” นายอรรถพล กล่าว
ดร.อรรถพลกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จะขอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณาร่างประกาศ สช.เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การเปิดห้องเรียนพิเศษในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาต่างประเทศของโรงเรียนในระบบ ประเภทสามัญ พ.ศ. … เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนมุ่งยกระดับความสามารถในการใช้ภาษาต่างประเทศของนักเรียน และเพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.อรรถพลกล่าวต่อว่า ร่างประกาศ สช.ดังกล่าว มีสาระสำคัญดังนี้ รูปแบบห้องเรียนพิเศษที่ใช้ภาษาต่างประเทศ ในการจัดการเรียนการสอน มี 2 รูปแบบ คือ 1.ห้องเรียนพิเศษสองภาษานานาชาติ (International Bilingual Program หรือ IBP) มีจุดเน้นคือ ต้องมีหลักสูตรต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตมาบูรณาการกับหลักสูตรในประเทศ และ 2.ห้องเรียนพิเศษสองภาษา มี 2 ระดับ คือ ห้องเรียนพิเศษสองภาษา (Bilingual Program หรือ BP) และห้องเรียนพิเศษสองภาษา (Fundamental Bilingual Program หรือ FBP) ห้องเรียนเหล่านี้จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร ศธ.เป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีน
“ร่างประกาศ สช.ฉบับดังกล่าว จะกำหนดคุณภาพ และการติดตามคุณภาพการจัดการเรียนการสอนไว้ด้วย และถ้าประกาศฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ โรงเรียนที่ได้รับอนุญาตสอนหลักสูตร EP ต้องมายื่นคำร้องเพื่อขอปรับเปลี่ยนเป็นห้องเรียนพิเศษตามประกาศนี้ ภายในระยะเวลา 3 ปี ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องของการเรียนภาษา และคุณภาพการเรียนของนักเรียนในอนาคต” ดร.อรรถพล กล่าว
ดร.อรรถพลกล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ สช.แก้ไขกฎกระทรวงเรื่องการขอรับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในระบบ การกำหนดรายการ และการขอเปลี่ยนแปลงรายการในตราสารจัดตั้ง และการกำหนดที่ของโรงเรียนในระบบ พ.ศ.2555 เพราะจากข้อมูลที่ สช.จัดเก็บมา พบว่า มีโรงเรียนในระบบหลายแห่งที่มี 1 ใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน มายื่นคำร้องขอเปิดสอน 2 ประเภท ทั้งประเภทสามัญ และประเทศนานาชาติ โดยใช้สถานที่ตั้งเดียวกัน อาคารเรียนเดียวกัน ไม่แยกสัดส่วนตามมาตรฐานการจัดตั้งของโรงเรียนแต่ละประเภท
“จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง การดำเนินกิจการโรงเรียนในลักษณะดังกล่าว อาจก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการ อีกทั้ง โรงเรียนอาจไม่สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความสับสนของผู้เลือกใช้บริการได้ และการได้รับเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนอาจซ้ำซ้อน ที่ประชุมจึงเห็นชอบชะลอการขอเพิ่มประเภทโรงเรียนในระบบ ในใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนเดียวกัน จนกว่า สช.จะแก้ไขกฎกระทรวงแล้วเสร็จ ซึ่งการประชุมที่ผ่านมา มีมติชะลอการขอเพิ่มประเภทโรงเรียน 5 แห่งแล้ว” ดร.อรรถพล กล่าว

