แจงบิ๊ก ร.ร.เอกชน ห้ามหักเยียวยา 2 พัน โปะค่าธรรมเนียมค้างจ่าย หลังผู้ปกครองร้องนายกฯ

30.08.21 | 07:49 น.

สช.เตรียมประชุม ร.ร.เอกชนทั่วประเทศ หลังนายกฯ ได้รับร้องเรียนถูกหักเงินเยียวยา 2 พันบาท จ่ายค่าธรรมเนียม ย้ำเงินสดต้องถึงมือผู้ปกครอง ด้านนายกเอกชน แจงผู้บริหาร ร.ร.เข้าใจผิด  คาดหวังเงินช่วยต่อลมหายใจ หลังรัฐบาลไม่เคยยื่นมือช่วย ลั่นไม่รอดก็ยุบ ร.ร. ด้านปลัด ศธ.ชี้ถ้า น.ร.ฉีดวัคซีนตามแผน เทอม 2 อาจเปิดเรียนปกติได้

นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองว่าโรงเรียนเอกชนบางแห่งจะหักเงินเยียวยาตามมาตรการลดภาระทางการศึกษา เพื่อเยียวยา และบรรเทาความเดือดร้อนของนักเรียน ครู และผู้ปกครอง จำนวน 2,000 บาท กับผู้ปกครองที่ค้างค่าเทอมสำหรับภาคเรียนที่ 1 ทำให้ผู้ปกครองไม่ได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลนั้น จะเร่งประชุมทำความเข้าใจโรงเรียนเอกชนทุกแห่งทั่วประเทศผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อย้ำแนวทางการจ่ายเงินเยียวยาอีกครั้ง ว่าเงิน 2,000 บาท จะต้องถึงมือผู้ปกครองโดยตรง ห้ามหักค่าใช้จ่ายใดๆ ยกเว้นจะหักค่าธรรมเนียมการโอนเงิน หากธนาคารไม่งดเว้นค่าธรรมเนียมการโอนต่างธนาคารให้โรงเรียนเท่านั้น

“สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีมาตราการเข้มงวด โดยให้โรงเรียนทุกแห่งโอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครอง หรือในกรณีที่ผู้ปกครองจะรับเงินสด ต้องมีสำเนาบัตรประชาชน และการเซ็นรับเงินจากผู้ปกครองด้วย อย่างไรก็ตาม โรงเรียนจะต้องส่งเอกสารหลักฐานการโอน หรือจ่ายเงินให้ผู้ปกครองกลับมาที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อให้ ศธ.ตรวจสอบอีกครั้ง ว่าโรงเรียนทำการโอน หรือจ่ายเงินให้ผู้ปกครองจริงหรือไม่ โดยโรงเรียนต้องจ่ายเงินครบตามจำนวนที่ได้รับ ถ้าโรงเรียนจ่ายไม่ครบ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง นอกจากนี้ สช.มอบหมายให้คณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ปส.กช.) ประจำจังหวัด แบ่งโซนพื้นที่ดูแลทำความเข้าใจกับโรงเรียนทั่วประเทศอีกทางหนึ่งด้วย” นายอรรถพลกล่าว

นายศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.กช.) กล่าวว่า ประเด็นที่เกิดขึ้น โรงเรียนอาจสื่อสารกับผู้ปกครองไม่เข้าใจ เพราะที่ผ่านมาหลักเกณฑ์การจ่ายเงินยังไม่ชัดเจน ทำให้โรงเรียนเข้าใจว่าสามารถหักเงินจากผู้ปกครองได้ แต่ขณะนี้มีหลักเกณฑ์ชัดเจนว่าเงิน 2,000 บาท ที่ได้รับมา โรงเรียนจะต้องมอบให้ผู้ปกครองทั้งหมด โดยได้แจ้งโรงเรียนว่าต้องดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนผู้ปกครองหากได้รับเงินแล้ว ต้องการจ่ายค่าธรรมเนียมให้โรงเรียน ก็เป็นสิทธิของผู้ปกครอง

“ผมได้ทำความเข้าใจกับผู้บริหารโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศแล้ว โรงเรียนหลายแห่งกังวล เพราะตอนแรกคิดว่าอาจจะได้เงินจำนวนนี้มาต่อลมหายใจ เพราะขณะนี้เดือดร้อนหนักมาก แต่ก็เข้าใจว่าเมื่อไม่ได้เงิน ก็คือไม่ได้ อยู่รอดเท่าไหร่ก็เท่านั้น ถ้าไปไม่รอดก็คงต้องยุบโรงเรียนไป เพราะขณะนี้โรงเรียนยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ตั้งแต่โรคโควิด-19 ระบาดระลอกแรก อย่างไรก็ตาม โรงเรียนพร้อมจะทำตามนโยบายของรัฐ” นายศุภเสฏฐ์ กล่าว

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า การจ่ายเงินเยียวยานักเรียนคนละ 2,000 บาท นักเรียนที่จะได้รับเงินเยียวยาต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนนักเรียนของโรงเรียนที่ได้ลงข้อมูลไว้ ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2564 เมื่อมีรายชื่อเป็นนักเรียนอยู่ที่ไหน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะจัดสรรเงินไปตามรายชื่อของนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนนั้นๆ โดยโรงเรียนจะจ่ายเงินให้เฉพาะนักเรียนที่มีตัวตนจริง ส่วนนักเรียนที่ไม่มีชื่อในทะเบียนในวันที่ 25 มิถุนายน แต่มาเรียนเพิ่มเติมในโรงเรียนนั้น นักเรียนจะยังมีชื่ออยู่ที่โรงเรียนเดิม ทางโรงเรียนใหม่ก็ต้องเพิ่มชื่อนักเรียนเข้าไป แล้วรายงานไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) หากโรงเรียนมีเด็กย้ายออก ให้งดการจ่าย และถ้ามีเด็กมาเพิ่มแล้ว โรงเรียนมีเงินเหลือพอก็สามารถจ่ายเงินให้เด็กที่มาเพิ่มได้ พร้อมทั้งแจ้งข้อมูลไปที่ สพท.หรือถ้ามีเด็กย้ายออกอย่างเดียว ไม่มีย้ายเข้า ให้แจ้งข้อมูลที่ สพท.พร้อมโอนเงินที่เหลือคืน ทั้งนี้ โรงเรียนสามารถโอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครองได้โดยตรง หรือจ่ายเป็นเงินสดก็ได้ ส่วนจะได้รับวันที่เท่าไหร่นั้น ต้องรอให้กระทรวงการคลังโอนเงินเข้ามาที่ ศธ.ก่อน คาดว่าจะโอนเงินได้ไม่เกินสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

Advertisement

“เมื่อ สพฐ.ได้รับเงินจัดสรรเมื่อใด จะโอนเงินไปยังบัญชีของ สพท.ภายในวันเดียวกันนั้น และให้ สพท.โอนต่อไปยังโรงเรียนภายใน 3 วัน เมื่อเงินถึงบัญชีโรงเรียนแล้ว ขอให้โรงเรียนโอนเงิน หรือจ่ายเงินถึงมือผู้ปกครองภายใน 3 วันเช่นเดียวกัน โดยรวมแล้ว ทั้งกระบวนการขอให้จบภายใน 7 วัน” นายอัมพรกล่าว

นายอัมพรกล่าวอีกว่า ในส่วนของการจ่ายเงิน สพฐ.ได้กำหนดแนวทางไว้ 2 ประเด็น คือ หากผู้ปกครองมีบัญชีธนาคารก็โอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครองได้โดยตรง แต่หากใช้วิธีโอนเงินไม่ได้ ให้โรงเรียนบริหารจัดการผ่านครูประจำชั้น ในการออกแบบการจ่ายเงินสดให้ผู้ปกครอง เช่น นัดหมายผู้ปกครองเข้ามารับที่โรงเรียน แต่ต้องเป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคของ ศบค.โดยให้ผู้ปกครองลงลายมือชื่อพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อเป็นหลักฐานในการจ่ายเงิน

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนให้นักเรียนอายุ 12-18 ปีนั้น ขณะนี้ ศธ.อยู่ระหว่างเตรียมการดูแลโรงเรียนต่างๆ เพื่อเตรียมการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ถ้าวัคซีนไฟเซอร์เข้ามาตามแผนที่วางไว้ คือสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม และฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้เด็กอายุ 12-18 ปีได้ จะทำให้โอกาสในการเปิดชั้นเรียนในระดับมัธยม และระดับอาชีวศึกษา มีความเป็นไปได้

“มีคนตั้งคำถามว่าเมื่อฉีดเข็ม 1 ต้องฉีดเข็ม 2 ตามมา อาจใช้เวลาหลายเดือน แต่ถ้าเริ่มฉีดในเดือนตุลาคม มีความเป็นไปได้ที่จะเปิดเรียน Onsite ในภาคเรียนที่ 2 ช่วงเดือนพฤศจิกายน หรือธันวาคมได้ เช่น ระดับอาชีวศึกษา ที่ครู และบุคลากรในสถาบันการอาชีวศึกษาได้รับวัคซีนเข็ม 1 ไป 99% และได้รับวัคซีนเข็ม 2 ไปกว่า 50% มีผู้เรียนที่ต่ำกว่า 18 ปี ได้ฉีดไฟเซอร์ และถ้าผู้เรียนในกลุ่มอาชีวศึกษา ที่มีอายุมากกว่า 18 ปี ได้รับวัคซีนตามที่รัฐบาลกำหนดมาก คือเข็ม 1 ซิโนแวค และเข็ม 2 แอสตร้าเซนเนก้า จะทำให้การรับวัคซีนเป็นไปได้เร็วขึ้น ทำให้ผู้เรียนมีภูมิต้านทานกับเชื้อโควิด-19 มากขึ้น จะทำให้โอกาสในการจัดการศึกษาในรูปแบบ Onsite ในภาคเรียนที่ 2 มีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้น เป็นต้น” นายสุภัทรกล่าว