จี้ ‘ศธ.’ วางแผนป้องกันหวั่นเกิดทุจริตฉีดไฟเซอร์ให้น.ร. แนะควรฉีดให้เด็กนอกระบบการศึกษาด้วย

17.09.21 | 09:08 น.

จี้ ‘ศธ.’ วางแผนป้องกันหวั่นเกิดทุจริตฉีดไฟเซอร์ให้น.ร. แนะควรฉีดให้เด็กนอกระบบการศึกษาด้วย

นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า กรณีกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) วางแผนฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียน นักศึกษา อายุ 12-18 ปี ในทุกสังกัดจำนวน 4.5 ล้านคนนั้น ต้องชื่นชม ศธ.และ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ที่เตรียมการฉีดวัคซีนให้นักเรียน เพื่อรองรับการเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 ซึ่งคิดว่ามาถูกทางแล้ว แต่การฉีดไฟเซอร์ เป็นการฉีดให้เด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาเท่านั้น เพื่อให้มีภูมิต้านทานรับเปิดเทอม พร้อมกับระดมฉีดวัคซีนให้ครูให้ได้มากที่สุด ถือเป็นการเตรียมการที่เหมาะสมแล้ว

“แต่อยากให้ข้อระมัดระวังว่าขณะนี้ยังมีเด็กนอกระบบประมาณ 554,615 คน โดยเด็กนอกระบบเหล่านี้ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ค่อนข้างมาก และขณะนี้มีเด็กทั้งในระบบ และนอกระบบการศึกษา ติดเชื้อโควิด-19 ประมาณ 150,000 คน ในจำนวนนี้ประมาณ 80% เป็นเด็กยากจน เด็กจากชุมชนแอดอัด เด็กชายขอบ และเป็นเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเด็กเหล่านี้อาจจะไม่ได้รับการเข้าถึงการฉีดวัคซีน ทั้งที่กลุ่มนี้เป็นเด็กที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงกว่า 80% ดังนั้น ถ้าแยกแยะ และไม่มีข้อมูลพอ จะเกิดความลักลั่นเกิดขึ้น” นายสมพงษ์ กล่าว

นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า การเข้าถึงการฉีดวัคซีนของรัฐ อาจเกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะยังมีเด็กจำนวนมากที่อยู่นอกระบบการศึกษา อาจไม่ได้รับการฉีดวัคซีนใดๆ เลย เรื่องนี้สำคัญ เพราะอย่าลืมว่าในสังคม เด็กที่อยู่ในระบบการศึกษา อาจจะอยู่ร่วมกับเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา เมื่อเด็กเหล่านี้ยังอยู่ร่วมกัน เล่นด้วยกัน มีความเป็นไปได้ที่เด็กในระบบการศึกษา จะไม่มีโอกาสติดเชื้อโควิด-19 เลยหรือ มองว่ากลุ่มเด็กเปราะบาง กลุ่มเด็กยากจน กลุ่มเด็กในชุมชนแออัด เด็กที่มีโรคประจำตัว ควรเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับโอกาสในการฉีดวัคซีนด้วย นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มครูที่ทำงานสอนเด็กนอกระบบการศึกษา ซึ่งมีมากถึง 10,000 คน ควรจะได้รับการฉีดวัคซีนเช่นกัน เมื่อกลุ่มเหล่านี้ได้รับวัคซีนครบถ้วน ถึงจะสร้างความปลอดภัยที่แท้จริง

“หากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ ศธ.ประสานงานแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้ จะเป็นการสร้างความปลอดภัยอย่างแท้จริง ที่สำคัญเมื่อเปิดเทอมแล้ว ให้นักเรียนไปโรงเรียน ศธ.มีแผนรองรับอย่างไรหากพบเด็กติดเชื้ออีก ได้เตรียม School Isolation ไว้หรือยัง จะประสานกับ พม.เพื่อขอใช้บ้านพักเด็กเป็น School Isolation แทนได้หรือไม่ มองว่าการทำงานเรื่องโควิด-19 ศธ.ไม่ควรประสานแค่ สธ.เท่านั้น ควรประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น พม.เป็นต้น ถ้าเปิดโรงเรียนแล้วมีเด็กติดเชื้อ ศธ.ต้องคิด และวางแผนให้ดี ไม่ใช่ พบเด็กติดเชื้อแล้วทำการปิดโรงเรียนเหมือนที่ผ่านมา” นายสมพงษ์ กล่าว

นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ มองว่า ศธ.ควรให้ข้อมูลกับผู้ปกครองให้ดี เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถอยู่กับโรคโควิด-19 อย่างปลอดภัย ไม่เช่นนั้นผู้ปกครองจะกลัวจนไม่กล้าให้ลูกฉีดวัคซีน ดังนั้น ศธ.ต้องสร้างองค์ความรู้ สร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองว่าการฉีดวัคซีน มีความสำคัญ และจากที่เห็นจะพบว่าวัคซีนไฟเซอร์ เป็นวัคซีนที่ดี ปลอดภัย และเป็นที่ต้องการของทุกคน ดังนั้น ศธ.ควรระมัดระวัง และวางแผนป้องกันการทุจริต เพราะเป็นไปได้วัคซีนไฟเซอร์ อาจจะหลุดไปถึงบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เด็กและเยาวชน

Advertisement