ข่าวคราวอาจารย์สาวหนีทุนทำให้ผู้เซ็นค้ำประกันต้องรับภาระหนี้รวมกันกว่า 10 ล้านบาท จนทำให้ทันตแพทย์ท่านหนึ่งซึ่งไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวที่ยอมเซ็นค้ำประกันให้เพื่อเห็นแก่วิชาชีพต้องรับภาระหนี้แทน จนต้องออกมาโพสต์เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดีย เรื่องนี้ โหมสะพัดประเด็นของการให้ทุนการศึกษาลุกโชนขึ้นอีกครั้ง เพราะเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในสังคมไทยมานานเพียงแต่เป็นปัญหาที่ซุกอยู่ในใต้พรมเท่านั้น
อ.พิชญ์เล่าประสบการณ์การเป็นนักเรียนทุนทำวิจัยว่าได้ทุนเรียนที่ ม.ฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีเงื่อนไขการเซ็นค้ำประกันต่างๆว่าจะต้องให้บุคคลที่เป็นพ่อแม่ค้ำเซ็นค้ำประกันเท่านั้น ซึ่งหากนักศึกษาทุนหนีทุน หรือผิดข้อสัญญาใดๆ ผลกระทบก็จะเกิดขึ้นกับพ่อแม่ของนักศึกษาอย่างแน่นอน
ซึ่งขณะนี้เรื่องราวดังกล่าวที่แม้อาจารย์คนดังกล่าวจะยังไม่ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจนนั้นก็ทำให้บทบาทการเป็นผู้ต้องหาลุกลามไปถึงการเป็นเหยื่อสังคมไปแล้ว แม้ว่าข้อมูลที่สังคมได้รับจะยังไม่รอบด้าน ซึ่งแน่นอนว่าการหนีทุนนั้นผิด ทั้งที่ผู้รับทุนก็ทราบเงื่อนไขดีว่าหากผิดข้อสัญญาจะต้องชดใช้เป็นเงินมูลค่าเพิ่มอีก 3 เท่าจากเงินต้น และเมื่อได้รับทุนไปแล้วไม่กลับมาทำงานให้ประเทศก็ยังตัดโอกาสตัดโอกาสของคนที่ตั้งใจเรียนเพื่อกลับมาทำประโยชน์ให้บ้านเมืองด้วย
ไม่เพียงแต่การเพ่งโทษไปที่อาจารย์หนีทุนเท่านั้น แต่สิ่งหนึ่งที่สังคมอาจจะยังพูดถึงน้อย คือความเข้มงวดขององค์กรในการติดตาม การแก้ไขปัญหา การรีดเงินจากคนค้ำประกันนั้นทำให้ได้รับเงินคืนมาจริง แต่ทำให้คนผิดลอยตัวอยู่เหนือปัญหา องค์กรที่ดูแลควรตอบสังคมให้ได้ว่าได้ดำเนินการติดตาม ประสานข้อมูล ขอความร่วมมือไปยังอาจารย์หนีทุนอย่างจริงจังมากเพียงใด หรือในตัวสัญญามีข้อบกพร่องในจุดใดหรือไม่
และอีกจุดข้อที่เป็นที่สังเกตคือจากเนื้อข่าวที่ระบุว่าอาจารย์คนดังกล่าวได้ใช้ระยะเวลาเรียนถึง 10 ปี ซึ่งในทางปฎิบัติแล้วระเบียบราชการสามารถประเมินผลกันได้แบบปีต่อปี การเรียนปริญญาเอกที่ใช้ระยะเวลาเกินกว่าที่กำหนด ก็สามารถเรียกกลับมา หรือผู้เรียนต้องจ่ายเงินเพิ่มเอง การอนุมัติให้ใช้เวลาเรียนถึง 10 ปีจะเป็นไปได้อย่างไร จุดนี้ก็เป็นสิ่งที่หน่วยงานของภาครัฐ หรือ มหาวิทยาลัยต้องตอบให้ได้
ไปติดตามรับฟังความคิดเห็นเต็มๆได้ในคลิปวีดีโอ

