KBU POLL ชี้เปิดเรียน 1 พ.ย.ส่วนใหญ่กังวลความปลอดภัยของนักเรียน 32%

1.11.21 | 11:50 น.

KBU POLL ชี้เปิดเรียน 1 พ.ย.ส่วนใหญ่กังวลความปลอดภัยของนักเรียน 32%

ผศ.ดร.รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เปิดเผยว่า ศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ เปิดเผยผลสำรวจการรายงานผลการสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “ปรากฏการณ์โควิด-19 กับมิติของการเปิดภาคเรียน” ว่า จากปรากฏการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีแนวโน้มจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำหนดแนวทางให้สถานศึกษาในสังกัดเตรียมเปิดภาคเรียนในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 KBU POLL โดยศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ จึงสำรวจความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 28-30 ตุลาคม โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,207 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 641 คน คิดเป็นร้อยละ 58.11 เพศชาย 566 คน คิดเป็นร้อยละ 46.89 พบว่า

ความคิดเห็นที่มีต่อการเปิดภาคเรียนภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน ร้อยละ 41.03 ขอให้ดูสถานการณ์ และความพร้อมของแต่ละพื้นที่ รองลงมา ร้อยละ 39.64 เห็นด้วย และร้อยละ19.33 ไม่เห็นด้วย

ความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการมาตรการสาธารณสุขของสถานศึกษา ร้อยละ 29.08 ไม่แน่ใจ รองลงมา ร้อยละ 25.34 เชื่อมั่นในระดับมาก ร้อยละ 19.97 เชื่อมั่นในระดับปานกลาง ร้อยละ 17.11 เชื่อมั่นในระดับมากที่สุด ร้อยละ 5.26 เชื่อมั่นในระดับน้อย และร้อยละ 3.24 เชื่อมั่นในระดับน้อยที่สุด

รูปแบบ หรือระบบที่เหมาะกับการจัดการเรียนการสอนของถานศึกษา ร้อยละ 31.91 จัดแบบผสมผสาน รองลงมา ร้อยละ 28.66 จัดแบบ Onsite ร้อยละ 25.44 จัดตามความพร้อม และความเหมาะสมของแต่ละสถานศึกษา ร้อยละ 11.91 จัดแบบ Online และอื่นๆ ร้อยละ 2.08

ความวิตก และข้อกังวลต่อการเปิดภาคเรียน ร้อยละ 32.05 ความปลอดภัยของนักเรียน รองลงมา ร้อยละ 28.20 คุณภาพ และระบบการเรียนการสอน ร้อยละ15.22 มาตรการสาธารณสุขของสถานศึกษา ร้อยละ12.86 โอกาส และการเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ของนักเรียน ร้อยละ 8.13 ความเครียดของนักเรียน และอื่นๆ ร้อยละ 3.54

Advertisement

ผศ.ดร.รัฐพงศ์ กล่าวอีกว่า จากผลการสำรวจดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าถึงแม้ขณะนี้สภาวการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในบางพื้นที่ของประเทศจะมีแนวโน้มไปในทางทีดีขึ้นก็ตาม แต่การที่ ศธ.กำหนดให้เปิดภาคเรียนในวันที่ 1 พฤศจิกายน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ต้องการให้ดูสถานการณ์ และความพร้อมของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะยังไม่ค่อยจะมั่นใจกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากนัก ยิ่งเมื่อเข้าไปดูถึงความเชื่อมั่นใจต่อการบริหารจัดการมาตรการสาธารณสุขของสถานศึกษาด้วยแล้ว กลับพบว่ากลุ่มตัวอย่างยังไม่แน่ใจต่อมาตรการดังกล่าวมากนัก ขณะที่รูปแบบ หรือระบบที่เหมาะกับการจัดการเรียนการสอนในสภาวการณ์ปัจจุบัน ต่างมีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันที่จะให้จัดแบบผสมผสานมาเป็นอันดับแรก

“เหนือสิ่งอื่นใดเมื่อพิจารณาถึงความวิตก และข้อกังวลต่อการเปิดภาคเรียนตามกำหนดการดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างจะให้น้ำหนักไปที่เรื่องความปลอดภัยของนักเรียน และคุณภาพ และระบบการเรียนการสอนเป็นส่วนใหญ่” ผศ.ดร.รัฐพงศ์ กล่าว

ผศ.ดร.รัฐพงศ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่จนถึงขณะนี้ แม้ว่ารัฐบาล และภาครัฐจะดำเนินการภายใต้มาตรการต่างๆ อย่างจริงจัง และต่อเนื่องโดยเฉพาะ การเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนนักเรียนไปเป็นจำนวนมากแล้วก็ตาม แต่ในทางกลับกันด้วยความไม่แน่นอนของการแพร่ระบาดว่าจะกลับมารุนแรงอีกหรือไม่ ดังนั้น เพื่อไม่ให้การเรียนของนักเรียนต้องชะงัก และสะดุดจนส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อการศึกษาของประเทศโดยรวม จึงขอให้ ศธ.และสถานศึกษาต่างๆ ได้นำประสบการณ์จากการเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยี ตลอดจนประสบการณ์ภายใต้ความพร้อมในมิติต่างๆ มาถอดบทเรียนเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศให้เดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสืบไป