เรียนไทยได้จีน : นิทานสุภาษิตจีน (240) 成语故事 (二四〇)
นิทานสุภาษิตจีนที่ “เรียนไทยได้จีน” จะนำเสนอในฉบับนี้คือ 一国三公/一國三公 yī ɡuó sān ɡōnɡ (อี กั๋ว ซาน กง) โดย คำว่า 一yī (อี) แปลว่า หนึ่ง จำนวนนับคือหนึ่ง 国/國 ɡuó (กั๋ว) แปลว่า ประเทศ รัฐ 三 sān (ซาน) แปลว่า จำนวนนับคือสาม 公 ɡōnɡ (กง) แปลว่า ในที่นี้แปลว่าเจ้านาย เมื่อรวมกันแล้วหมายถึง หนึ่งรัฐ หรือหนึ่งประเทศแต่มีเจ้านาย หรือกษัตริย์สามพระองค์ ซึ่งสภาพดังกล่าวย่อมทำให้รัฐนั้น มีระบบการบริหารที่ยุ่งเหยิงแน่นอน เพราะเจ้านายสามคนต่างคนต่างมีอำนาจ ต่างคนต่างสั่งการ เช่นนั้นจะทำให้การบริหารงานเป็นเอกภาพย่อมมิได้ ต่อมาคำนี้จึงใช้อธิบายการบริหารงานที่ขาดความเป็นเอกภาพ
ประเทศจีนในช่วงยุคชุนชิว 春秋 Chūn qiū (ชุน ชิว) ราชวงศ์โจวอ่อนแอหนัก จึงทำให้เหล่าเจ้าเมืองต่างๆ สถาปนารัฐชาติตัวเองขึ้นมา แม้นว่าแต่ละรัฐจะกล่าวอ้างว่าจงรักภักดีต่อราชวงศ์โจว แต่นั่นมันก็แค่คำพูดที่สวยหรูทางการเมือง เพราะไม่มีรัฐใดที่จะให้ค่าความเป็นศูนย์กลางอำนาจของราชวงศ์โจว จึงก่อตั้งรัฐชาติมากมายดั่งดอกเห็ด เมื่อมีรัฐมากมายก็ย่อมมีการก่อศึกแย่งชิงดินแดน แย่งชิงความเป็นใหญ่เป็นจ้าวยุทธภพ ในยุคนี้จึงเกิดสงครามอย่างมิหยุดหย่อน แม้นว่าจะมีรัฐมากมาย แต่ในความเป็นจริงรัฐที่มีบทบาทหรือมีบารมีจริงๆ ก็มีเพียงห้าหกรัฐเท่านั้น โดยหนึ่งในรัฐเหล่านั้นก็มี รัฐจิ้น 晋国/晉國 Jìn ɡuó ด้วย
รัฐจิ้นในช่วงที่ปกครองโดย จิ้นเซี่ยนกง 晋献公/晉獻公 Jìn Xiànɡōnɡ มีช่วงที่รุ่งโรจน์ในช่วงต้น และวุ่นวายจนแทบทำให้รัฐล่มสลายในช่วงปลายชีวิต เพราะว่าจิ้นเซี่ยนกงได้ครอบครองนางสนมผู้เลอโฉมพราวเสน่ห์นามว่า หลีจี 骊姬/驪姬 Lí Jī หลังจากนั้นเขาก็ลุ่มหลงนางสนมหลีจียิ่งนัก ทำให้การบริหารบ้านเมืองบกพร่องตกต่ำอย่างมาก แม้กระทั่งยอมเปลี่ยนตัวรัชทายาท โดยคิดจะยกตำแหน่งให้กับโอรสที่เกิดกับนางสนมหลีจี โดยมีแผนการโยกย้ายรัชทายาทไปปกครองเมืองหน้าด่านแห่งหนึ่ง และย้ายองค์ชายรองที่เหลืออีกสองคน ให้ไปสร้างเมืองขึ้นอีกที่หนึ่ง โดยมีขุนนางสุดยอดกลยุทธ์คนหนึ่งนามว่า ฉื้อฮวา 士蒍 Shì Huā ติดตามองค์ชายทั้งสองไปสร้างบ้านแปงเมือง
![]()
ที่มาภาพ : https://image.baidu.com/search/
ฉื้อฮวาคนนี้เป็นคนฉลาด และจงรักภักดีเจ้าเมืองจิ้น เขามองออกว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนการของเจ้าเมือง และนางสนมหลีจี ที่ต้องการกำจัดองค์ชายทั้งหลาย แต่ขณะเดียวกันก็รัก และสงสารองค์ชายที่ยังไม่รู้ว่าภัยจะมาถึงตัวในไม่ช้า เขาจึงสร้างกำแพงขุดคูเมืองแบบลวกๆ ดูแล้วไม่แข็งแรงนัก เจ้าชายเห็นเช่นนี้จึงฟ้องต่อจิ้นเซี่ยนกง เมื่อจิ้นเซี่ยนกงรู้เข้าก็โกรธ และเรียกตัวฉื้อฮวากลับวัง และไต่สวนเรื่องราว
ฉื้อฮวาไม่อาจตอบตามตรง จึงได้แต่ตอบว่า ข้าพเจ้ารับบัญชาจากพระองค์ และองค์ชายทั้งสอง สร้างกำแพงเมืองขุดคูคลอง ซึ่งถ้าข้าพเจ้าสร้างแบบหยาบๆ แลดูไม่แข็งแรงตามที่ท่านได้รับแจ้งมาอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็จะได้ชื่อว่าไม่เคารพต่อองค์ชายทั้งสอง แต่ถ้าข้าพเจ้าสร้างกำแพงเมืองเหล่านี้ให้แข็งแรง คูเมืองกว้างลึก ยากที่จะบุกโจมตีแล้วไซร้ เมืองนี้ในภายภาคหน้าก็จะเป็นแหล่งซ่องสุมโจรกบฏของพระองค์ ข้าพเจ้าก็จะเป็นเหมือนข้าที่ไม่มีความจงรักภักดีต่อพระองค์ เช่นนี้แล้วท่านจะให้ข้าพเจ้าทำเช่นไร เมื่อมีเจ้านายสามคนในเวลาเดียวกัน ข้าพเจ้าควรจะเชื่อฟังใคร
จิ้นเซี่ยนกงไม่เข้าใจความหมาย ได้แต่ติเตียนต่อว่า ยิ่งทำให้ฉื้อฮวาเห็นว่าขืนอยู่ต่อไปคงยุ่งแน่ จึงลาออกจากราชการ และเรื่องที่ฉื้อฮวาพูดไว้ก็เป็นความจริงขึ้น
หลังจากนั้นไม่นาน จิ้นเซี่ยนกงจะกำจัดองค์ชายทั้งสาม เพราะได้ข่าวว่าพวกเขาคิดจะแย่งชิงอำนาจเมื่อจิ้นเซี่ยนกงสวรรคต เมื่อกองทัพหลวงมาถึงเมืองดังกล่าว ปรากฏว่ากำแพงเมืองไม่แข็งแรง คูเมืองตื้นเขิน จึงทำให้กองทัพหลวงบุกยึดเมืองอย่างง่ายดาย ส่วนเหล่าองค์ชายมีทั้งถูกสังหาร และต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างแดน
ข้อคิดจากประโยคสุภาษิตนี้
成语比喻:事权不统一,使人不知道听谁的话好。
成語比喻:事權不統一,使人不知道聽誰的話好。
Chénɡyǔ bǐyù:Shìquán bù tǒnɡyī, shǐ rén bù zhīdào tīnɡ shéi dehuà hǎo.
เฉิงยหวี่ ปี่ยวี่ : ฉื้อ เฉวียน ปู้ ถ่งอี, ฉื่อ เหริน ปู้ จือต้าว ทิง เฉย เตอะ ฮว่า ห่าว
สุภาษิตเปรียบว่า อำนาจ และหน้าที่ไม่เป็นเอกภาพ ทำให้ผู้คนไม่รู้จะฟังใครดี
ประโยคตัวอย่างที่ใช้สำนวนสุภาษิตนี้ เช่น
单位缺领导是不行的,咱们总得有一人当 ,不能一国三公 ,各讲各的让部下无所适从。
單位缺領導是不行的,咱們總得有一人當 ,不能一國三公 ,各講各的讓部下無所適從。
Dānwèi quē lǐnɡdǎo shì bùxínɡ de, zánmen zǒnɡdéi yǒu yī rén dānɡ, bùnénɡ yī ɡuó sānɡōnɡ, ɡè jiǎnɡ ɡè de rànɡ bùxià wú suǒ shì cónɡ.
ตานเว่ย เชว หลิงต่าว ฉื้อ ปู้สิง เตอะ, จ๋านเมิน โจ่งเต๋ย โหย่ว อี เหริน ตัง, ปู้เหนิง อี กั๋ว ซาน กง, เก้อ เจี่ยง เก้อ เตอะ ร่าง ปู๋เซี่ย อู๋สั่ว ฉื้อฉง
หน่วยงานจะขาดผู้นำไม่ได้ พวกเราในนี้ต้องมีใครสักคนนำ ไม่อาจเป็นเหมือนหนึ่งเมืองหลายเจ้า ต่างคนต่างสั่งทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่รู้ฟังใครดี
