สพฐ.เปิดแผน ‘ปักหมุด เช็คอิน ค้นหา’ ดึงเด็กตกหล่นเข้าระบบการศึกษา

16.11.21 | 15:22 น.

สพฐ.เปิดแผน ‘ปักหมุด เช็คอิน ค้นหา’ ดึงเด็กตกหล่นเข้าระบบการศึกษา

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีความเป็นห่วงเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ตกหล่น และออกกลางคันจากระบบการศึกษาไป ซึ่งทางกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำรวจข้อมูลนักเรียนที่ได้รับทุนเสมอภาค จาก กสศ. ในกลุ่มรอยต่อ ตั้งแต่ระดับอนุบาล 3 ขึ้น ป.1 , ป.6 ขึ้น ม.1 และ ม.3 ขึ้น ม.4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จากข้อมูลวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 มีนักเรียนได้รับทุนเพื่อไปศึกษาต่อ จำนวนกว่า 200,000 คน ในจำนวนนี้ไม่พบข้อมูลการเรียนต่อ จำนวน 41,610 คน จำแนกดังนี้ อนุบาล 3 จำนวน 391 คน ป.6 จำนวน 8,092 คน และ ม.3 จำนวน 33,127 คน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้นำข้อมูลและรายชื่อนักเรียนมาจำแนกว่าเด็กอยู่โรงเรียนไหน อยู่จังหวัดใด และนำรายชื่อทั้งหมดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อให้ไปติดตามเด็กเหล่านี้ให้เด็กกลับเข้ามาเรียนให้ได้ จาก ภาคเรียนที่ 1/2564 ถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2564 สพฐ.สามารถตามเด็กให้กลับเข้ามาเรียนในระบบได้มากถึง 26,657 คน เหลือเด็กที่นักเรียนในสังกัด สพฐ.เดิม ที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาใด จำนวน 14,953 คน จำแนกได้ดังนี้ อนุบาล 3 จำนวน 266 คน ป.6 จำนวน 5,901 คน และ ม.3 จำนวน 8,786 คน ทั้งนี้ในจำนวน 14,953 คน พบเป็นเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ จำนวน 1,052 คน แบ่งเป็น เด็กรหัส G จำนวน 964 คน และเด็กที่มีเลขบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วย 00 จำนวน 88 คน จึงมีเด็กที่มีข้อมูลทางทะเบียนราษฎร์ จำนวน 13,901 คน ซึ่งสพฐ.จะต้องไปทำการติดตามเด็กให้เข้าสู่ระบบการศึกษาต่อไป

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่าจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องตามเด็กให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้ ซึ่งการติดตามนักเรียนจำนวน 14,953 คน ให้เข้าสู่ระบบการศึกษา สพฐ.จะดำเนินการแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1.การติดตามเด็กที่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับ จำนวน 6,167 คน จำแนกเป็นรายภาคดังนี้ ภาคเหนือ 1,066 คน ภาคกลาง 697 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,726 คน ภาคตะวันออก 153 คน และภาคใต้ 2,525 คน โดย สพฐ.จะตั้งคณะทำงาน ปักหมุด เช็คอิน ค้นหาเด็กทุกคนให้เจอแล้วตามให้เด็กกลับเข้าระบบการศึกษาภาคบังคับให้ได้ แม้เด็กจะไม่อยู่ตามข้อมูลในทะเบียนราษฎร์ สพฐ.จะติดตามหาเด็กให้เจอ และถ้าพบเด็กอยู่พื้นที่ใด ต้องให้เด็กเรียนที่นั้นตามความนะดวกของเด็ก ทั้งนี้ สพฐ.จะทำความเข้าใจกับผู้ปกครองด้วยว่าหากผู้ปกครองไม่ให้เด็กเรียนตามการศึกษาภาคบังคับ จะมีความผิดตามกฎหมาย

“และ2. ส่วนเด็กที่อายุเกิน 15 ปี ซึ่งอายุไม่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับ จำนวน 8,786 คน สพฐ.จะให้คณะทำงานลงพื้นที่เพื่อตามหาเด็กเหล่า และสร้างความเข้าใจ และสร้างแรงจูงใจ ให้เด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาตามความสมัครใจ โดยรัฐมนตรีว่าการ ศธ. มีโครงการ “อาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ” หรือ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” จะช่วยเหลือนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษา และตกหล่นจากระบบการศึกษา ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษามากขึ้น โดยจะเรียนในลักษณะโรงเรียนประจำ ผู้เรียนได้เรียนฟรี มีที่พัก พร้อมอาหาร ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หากเด็กไม่ต้องการเรียนสายอาชีพ ก็มาเรียนสายสามัญได้ เช่น เข้าเรียนในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ หรือเรียนในสังกัด สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นต้น นอกจากจะติดตามเด็กที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาแล้ว สพฐ.จะทำการติดตามเด็กพิการที่อยู่ในสังกัด สพฐ. กว่า 7,100 คน ให้กลับมาเรียนในระบบควบคู่กันไปด้วย ซึ่ง สพฐ.จะเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในภาคเรียนที่ 2/2564 เพื่อให้เด็กเข้าเรียนในภาคเรียนที่ 1/2565 ได้ทันที” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนปัญหาสาเหตุที่ทำให้เด็กไม่ได้เข้าเรียน หรือเข้าเรียนแล้วแต่ออกกลางคัย คือ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีปัญหาเศรษฐกิจ เด็กอาจจะต้องดูแลพ่อแม่ที่เจ็บป่วย อาจจะย้ายติดตามผู้ปกครอง หรือต้องออกมาหารายได้จุนเจือครอบครัว ผู้ปกครองมีรายได้น้อย ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการดำรงชีพทำให้เด็กต้องออกกลางคัน หรือเด็กอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ห่างไกล อยู่ในพื้นที่ป่าเขา เกาะแก่ง ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้เด็กขาดโอกาสทางการเรียน และเพื่อให้การค้นหาเด็กให้มีประสิทธิภาพ สพฐ.วางแผน และวางระบบเพื่อตั้ง อาสาสมัครทางการศึกษา (อสศ.) ซึ่งจะทำหน้าที่คล้ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประจำแต่ละพื้นที่เพื่อให้อสศ.ช่วยค้นหา ติดตามเด็กที่ตกหล่นให้เข้าสู่ระบบการศึกษาด้วย